องเหล่านี้มากกระมัง?”
เนิ่นนานให้หลัง หญิงชราจู่ ๆ เอ่ยถามประโยคนี้ สีหน้าของนางยังคงยะเยียบเย็นชา แต่ไม่ทราบเพราะเหตุใด กลับดูคล้ายไม่น่าหวาดกลัวเท่ากับเมื่อครู่อีก
“ขอรับ” เด็กน้อยความหวาดกลัวคลายลงไม่น้อย มันก้มหน้าพลางตอบคำ
หญิงชราสายตาคล้ายทิ่มแทงจนทะลุ เด็กน้อยได้แต่ก้มหน้างุด ไม่กล้าเงยหน้าขึ้น
“ของเหล่านี้คือสิ่งที่บิดาเจ้าทิ้งไว้ให้ ข้าไม่เห็นด้วย แต่เจ้ายังคงค้นพบวิธีการของเจ้าเอง เช่นนั้นนับตั้งแต่วันนี้สถานที่นี้เป็นของเจ้า”
หญิงชรากล่าวจบประโยคอย่างเฉื่อยชา จากนั้นหมุนกายจากไป
“นับตั้งแต่วันนี้ไป นางคือวิญญาณของเจ้า”
ที่ยืนอยู่ข้าง ๆ หญิงชรา เป็นเด็กสาวสวมชุดขาวสีหน้าเอียงอายผู้หนึ่ง
“วิญญาณคืออะไร?” เด็กชายถามอย่างกริ่งเกรง
“คนที่จะปกป้องคุ้มครองเจ้า” หญิงชรากล่าวด้วยสีหน้าไร้ความรู้สึก
“คนที่จะปกป้องคุ้มครองข้า?” เด็กชายคล้ายเข้าใจคล้ายไม่เข้าใจ“ไฉนต้องให้นางปกป้องข้าด้วยเล่า?”
“เพราะข้าจะตาย” หญิงชรากล่าวเสียงเย็นเยียบ
“กุ่ยกุ่ย ชื่อนี้ฟังไม่สบายหูเอาเสียเลย” เด็กชายบ่นพึมพำ แต่มือของมันยังคงเคลื่อนไหวโดยไม่ชักช้าแม้แต่น้อย
เด็กสาวเอียงคออย่างน่ารัก “กุ่ยกุ่ยรู้สึกว่าดียิ่ง!”
“ฝึกฝนเรื่องน่าเบื่อดังเช่นการฝึกฝีมือ เจ้าไฉนต้องหักโหมทุ่มเทถึงเพียงนี้ด้วยเล่า?” เด็กชายรำพึงอย่างงุนงง ในขณะที่พยายามรักษาบาดแผลฉกรรจ์ที่เท้าของเด็กสาวอย่างระมัดระวัง
เด็กสาวเจ็บปวดจนน้าตาไ