้นี้ถึงกับทำให้ทำให้จิตใจของมันเสียขบวนรวนเรไปวูบหนึ่ง นับว่ามีความสามารถอันยอดเยี่ยมนัก
จงเวิ่นเทียนโพล่งขึ้นอย่างกะทันหัน “ไฉนข้ามีความรู้สึกว่านี่ไม่ใช่ศาสตรามารเพียงเล่มเดียว?”
“ไม่ใช่ศาสตรามารเพียงเล่มเดียว?” ฉินหมิงงงงันวูบ อย่าได้เห็นว่าจงเวิ่นเทียนเป็นบุรุษอันหยาบกระด้าง แต่ในด้านความรู้สึกอันเฉียบไว นับว่าเข้มแข็งที่สุดในหมู่พวกมันทั้งสาม
“อาจบางทีเป็นศาสตรามารปฐพีที่เพียบพร้อมด้วยความเปลี่ยนแปลง ดุจเดียวกันกับหอกอสรพิษฟ้าสิบแปลงอีกเล่มหนึ่งกระมัง?”ทังเฉินขบคิดคาดเดา
จงเวิ่นเทียนไม่กล่าววาจา แต่ในดวงตาเห็นได้ชัดว่าเต็มไปด้วยความตื่นตะลึงและเคลือบแคลงสงสัย
“เซียวอวิ๋นไห่ผู้นี้นับว่าเป็นอัจฉริยะผู้หนึ่ง” บุรุษหนุ่มแห่งวิหารเทพปิศาจจับตามองบ่อน้าศาสตรามารอย่างใกล้ชิดจากในระยะไกล แววตาแปรเปลี่ยนวูบ
ชายชราคล้ายยิ้มไม่เชิงยิ้ม “คราวนี้เริ่มนิยมชมชื่นผู้มีพรสวรรค์แล้วหรือไร?” ตาเฒ่าลึกลับอดเหลียวหน้ามองไม่ได้ ในใจลอบตื่นตระหนกขึ้นมา
“ยุคสมัยแห่งพลังเทพกำลังใกล้เข้ามาแล้ว ซึ่งนั่นหมายถึงยุคสมัยแห่งยุทธภัณฑ์เทพซึ่งกำลังจะมาถึงเช่นกัน” บุรุษหนุ่มเทพปิศาจสลัดสีหน้าท่าทีไม่อินังขังขอบจนหมดสิ้น คล้ายรำพึงกับตัวเองอย่างจริงจัง“ท่านไม่คิดบ้างหรือ เซียวอวิ๋นไห่ผู้นี้อาจสามารถหลอมสร้างยุทธภัณฑ์เทพ?”
ชายชรามุมปากจุดรอยยิ้มเย้ยหยันเย็นชาที่แทบมองไม่เห็น ปรากฏขึ้นเพียงแวบเดียวแล้วหายวับไปทันท