ายศิลาสุสานเข้ามาอยู่ในจิตใจของมันพร้อมกับการมาของผูเยา มันยังรู้สึกว่าสิ่งประหลาดนี้จับต้องไม่ได้ ทั้งยังคล้ายมีคล้ายไม่มี แต่บัดนี้ป้ายศิลาสุสานยังคงเป็นป้ายศิลาสุสานต้นเดิม แต่กลับดูคล้ายหยั่งรากฝังลึกลงไปในหัวใจของมัน
“เพียงเท่านี้หรือ?” จั่วม่อถามอย่างงุนงง
เว่ยสีหน้าดูเหนื่อยล้าอยู่บ้าง แต่ยังคงยิ้มพลางกล่าว “ถูกต้อง เจ้าไม่ได้ต้องการมากนัก ดังนั้นค่าตอบแทนที่เจ้าต้องจ่ายก็ไม่นับว่าหนักหนาสาหัสเท่าใด นับจากนี้ไป ผลการฝึกฝนเวทวิชาของเจ้าจะเพิ่มขึ้นสามเท่าจากในกาลก่อน ส่วนราคาที่เจ้าต้องจ่ายนั้นก็คือ… …”
“อา?” จั่วม่อมองเว่ยอย่างใจจดใจจ่อ
“คือ… …” เว่ยลากเสียง
เส้นเลือดบนขมับจั่วม่อเริ่มเต้นตุบ ๆ
“นั่นก็คือ… …” เว่ยยิ้มกว้าง
“นั่นก็คือมารดาเจ้าเถอะ!” จั่วม่อคำรามใส่หน้าเว่ยอย่างเหลืออด
เว่ยแย้มยิ้มจาง ๆ โบกนิ้วไปมาอย่างใจเย็น สีหน้าสูงส่งสง่างาม “ย่อมมิใช่มารดาข้า”
จั่วม่อแทบคลั่ง “ข้าจะฆ่าเจ้า! ข้าจะฆ่าเจ้าเดี๋ยวนี้ละ!”
จุดสำคัญที่สุดกลับถูกแกล้งอมพะนำอาไว้ จั่วม่อโมโหจนแทบคลั่งหากสวรรค์ประทานแท่งเหล็กมาให้ มันจะเสียบร้อยตัวบัดซบน่ารังเกียจนี้ไปเผาไฟ! ยังไม่พอ จะแล่เนื้อเอาเกลือเอาพริกทาด้วย!
เว่ยชายตามองจั่วม่อด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน รอยยิ้มนั่น สีหน้าเช่นนั้นคล้ายมีประโยคที่ว่า ‘ขอร้องข้าสิ จงคุกเข่าขอร้องให้ข้าบอกสิ’ เขียนชัดอยู่บนใบหน้า
จั่วม่อขบกรามแน่น เพื่อจัดการกับเจ้าคนต่า