ในอาณาบริเวณโดยรอบ หน่วยสายสืบของวัดเสวียนคงลาดตระเวนไปมา พวกมันสืบเสาะค้นหาร่องรอยของศัตรูอย่างถี่ถ้วนระมัดระวัง
“คราวนี้พวกเราทำอย่างไรต่อไป?” อสูรผมส้มหันกลับมาถามซู่หลง
“หุบปากทีเถอะ!” อาเหวินเค้นเสียงลอดไรฟัน ถลึงตาใส่อสูรผมส้มอย่างขุ่นเคือง
เจ้าปัญญาอ่อนผู้นี้ กระทั่งในเวลาเช่นนี้ยังจะปากพล่อย! ช่างสั่งสอนไม่รู้จักจำโดยแท้!
ซู่หลงมองสบสายตาอ้อนวอนของอสูรผมสีส้มอย่างจนปัญญา มันสั่นศีรษะพลางกล่าวด้วยเสียงกระซิบ “รออีกสักหน่อยเถอะ”
“ยังต้องรออีก… …” อสูรผมส้มเบ้ปากพลางบ่นพำ
ซู่หลงกล่าวอย่างอดกลั้น “พวกมันไม่ได้ผ่านเข้ามาในรัศมีการโจมตีของเรา นี่ไม่เป็นผลดีต่อการซุ่มโจมตีของเรา”
อสูรผมส้มมองเมินสายตาเหยียดหยามของอาเหวินโดยสิ้นเชิง เพียงเอ่ยอย่างงุนงงว่า “พวกเราไฉนต้องซุ่มโจมตีพวกมัน?”
อาเหวินอดรนทนไม่ไหวอีกต่อไปแล้วจริง ๆ “คนโง่ การซุ่มโจมตีทำให้ง่ายต่อการได้ชัยมากกว่า!”
อสูรผมส้มร้องอ้อ ทีท่าคล้ายเพิ่งตระหนักถึงความจริง “อา ข้าเข้าใจแล้ว เจ้ากลัวว่าเจ้าจะมิอาจเอาชนะ”
“เจ้าสิกลัวว่าจะไม่ชนะ!” อาเหวินประหนึ่งแมวถูกเหยียบหาง โพล่งออกมาอย่างเหลืออด
“หากเจ้าสามารถเอาชนะ เช่นนั้นไยต้องซุ่มโจมตีด้วย?” อสูรผมส้มมองดูอาเหวินด้วยสายตาแปลกพิกล ทำสีหน้าราวกับจะบอกว่า ‘เจ้าช่างเป็นตัวประหลาดโดยแท้’
“เจ้าไปรู้อะไร! นี่คือยุทธวิธีการรบ!” อาเหวินขุ่นแค้นอสูรผมส้มแทบสิ้นสติ
“เจ้าก็แค่กลัวว่าจะไม