พลันเริ่มร่าไห้ปิ่มว่าจะขาดใจ บรรดาศิษย์รอบข้างล้วนมีสีหน้าหม่นหมอง
ศิษย์สองคนรับคำสั่ง นำต๋าหลิงฟ่งจากไป หลินเชียนกวาดตามองไล่ไปทีละคน กล่าวเสียงดังฟังชัด “ข้ารู้ว่าพวกเจ้าบางคนอาจเข้าใจว่าข้าแล้งน้าใจ แต่จงฟังให้ดี เราต้องปฏิบัติตามคำสั่งของสำนักอย่างเคร่งครัดที่สุด ผู้ใดฝ่าฝืนหรือประมาทเลินเล่อเช่นนี้ ข้าจะติดตามไปจัดการกับมันด้วยตัวข้าเอง!”
เหล่าศิษย์น้องสะท้านขึ้นทั้งร่าง “ทราบแล้ว!”
รอจนบรรดาศิษย์ทยอยจากไป เสวียตงอดไม่ได้ สั่นศีรษะพลางกล่าว“โง่งมที่สุด! โง่เขลาแทบตายแล้ว! เจ้าพวกนี้คุ้นชินกับความหยิ่งยโสโอหังมากเกินไป อยู่ในคุนหลุนยังพอทำเนา แต่คิดไม่ถึงว่าพวกมันกระทั่งออกไปยังโลกภายนอก กลับยังประพฤติตนเฉกเช่นเดียวกันอีก นางใช่เข้าใจว่านางอยู่ในแดนคุนหลุนหรือ!”
หลินเชียนฝืนยิ้มขื่น “สงบสุขนานเกินไป ความยโสโอหังที่เพาะสร้างจากสำนักช่างเหนือคาดคิดจริง ๆ”
“นั่นก็ใช่แล้ว” เสวียตงเห็นได้ชัดว่าไม่สนใจจะสนทนาเรื่องนี้ในเชิงลึก พลันเปลี่ยนเป็นถามว่า “เจ้าดูเหมือนจะกริ่งเกรงเหวยเสิ้งไม่น้อย!”
“มิใช่ไม่น้อย แต่เป็นกริ่งเกรงเป็นอย่างยิ่ง!” หลินเชียนแก้คำด้วยสีหน้าจริงจัง
เสวียตงประหลาดใจอยู่บ้าง “เซี่ยวม่อเกอกับเหวยเสิ้ง สองคนที่กระทั่งเจ้ายังนับถือเลื่อมใส ข้าชักสนใจอยากพบหน้าพวกมันสักคราจริงๆ มีสองบุรุษที่กล้าแข็งถึงเพียงนี้ปรากฏตัวออกมา โลกนี้ยิ่งมายิ่งสนุกสนานน่าสนใจแล้ว!”
หลินเชียน