ุ่นอ่อนโยนดุจเดิม “อีกไม่นานข้าจะต้องไปตามคำเชิญอย่างแน่นอน เซียนเอ๋อร์เม่ยเม่ย เจ้าจะกลับคืนไปยังเทียนหวนหรือ?”
หลีเซียนเอ๋อร์สั่นศีรษะ “เรื่องนี้อยู่ในแดนปิศาจ”
ซือดวงตาเป็นประกาย “อ้อ อยู่ในแดนปิศาจรึ? เช่นนั้นเราผู้พี่ก็ต้องรับผิดชอบ! แดนปิศาจในปัจจุบันสับสนวุ่นวาย ไม่มีความปลอดภัยอันใดเซียนเอ๋อร์เม่ยเม่ย ให้เราผู้พี่ได้มีโอกาสสวมบทบาทเป็นองครักษ์พิทักษ์บุปผาสักคราดีหรือไม่!”
สุ้มเสียงของซือกึ่งหยอกเย้ากึ่งเอาจริงเอาจัง
หลีเซียนเอ๋อร์ไหนเลยจะฟังไม่ออก นางขบคิดใคร่ครวญอยู่เป็นนานจากนั้นกล่าวด้วยรอยยิ้มกว้างขวาง “เช่นนั้นเสี่ยวเม่ยต้องขอบคุณพี่ใหญ่ซือแล้ว ขอเพียงไม่กระทบต่อหน้าที่การงานหลักของพี่ใหญ่ซือ เสี่ยวเม่ยก็ยินดียิ่ง!”
“ข้าไหนเลยจะมีหน้าที่การงานอันใด!” ซือกล่าวปนหัวร่อ
เห็นหลีเซียนเอ๋อร์กำลังร้อนใจ ซือก็ไม่เสียเวลามากความ เพียงรายงานเรื่องราวต่อตี๋ไสว้ผู้เป็นบิดาคราหนึ่ง ตี๋ไสว้มิได้ห้ามปรามมันเช่นกัน เพียงเลือกเฟ้นยอดฝีมือจำนวนหนึ่งติดตามไปด้วย ทำให้ซือปิติยินดียิ่ง
“โง่เขลานัก!” หลินเชียนเผยความเดือดดาลที่ยากจะพบพาน ใบหน้าของมันดำทะมึน บรรดาศิษย์รอบข้างแทบไม่กล้าหายใจ
“แทนที่จะรอคอยคำสั่งจากสำนัก เจ้าไฉนบุ่มบ่ามกระทำการด้วยตัวเอง?” หลินเชียนสุ้มเสียงเต็มไปด้วยกลิ่นอายฆ่าฟัน ดวงตาคมกล้าดุจกระบี่ทะลวงใจผู้คน “มิหนำซ้ายังใช้วิธีการอันโง่เขลาถึงเพียงนั้น! เจ้าใช่มีหัวคิดหร