นกำลังมุ่งหน้ามายังที่นี่แล้ว”
“เช่นนั้น… …” ไต้เทาเริ่มหวาดวิตก หากอีกสามสำนักยื่นกรงเล็บเข้ามาแทรกแซง เรื่องราวจะกลายเป็นซับซ้อนมากแล้ว
“พวกเรามิอาจรอคอยจนเหล่าผู้อาวุโสจากสำนักมาสมทบ” จี้เจิ้งตัดสินใจอย่างเฉียบขาด “แม้ว่าอาจกระทบถูกพื้นฐานพลังบำเพ็ญเพียรของเรา แต่ไม่อาจปล่อยให้คนทั้งสามหลุดรอดไปได้”
ไต้เทาขบคิดอยู่ชั่วครู่ จากนั้นพลันกล่าวว่า “ข้ามีความคิดประการหนึ่ง”
เห็นจี้เจิ้งกวาดตามองมายังมัน ไต้เทารีบกล่าวว่า “คนทั้งสามแม้รับมือยากอยู่บ้าง แต่หากพวกเราระมัดระวังให้มาก ฝ่ายมันเองก็ไม่อาจทำร้ายพวกเราได้”
วาจาของไต้เทาไม่ผิดพลาด จี้เจิ้งล่วงรู้ว่ามันยังมีเรื่องคิดกล่าว จึงไม่เอ่ยปากสอดคำ เพียงเฝ้ารอประโยคถัดไป
“สิ่งที่พวกเราต้องการคือสิ่งใดกันเล่า? ก็เพียงแค่กลวิธีฝึกปรือพลังเทพเท่านั้น หากเป็นเช่นนี้ พวกเราไฉนไม่ท้าสู้พวกมัน?” ไต้เทาแจกแจงสิ่งที่คิด
“ท้าสู้?” จี้เจิ้งงงงันวูบ
“ทุก ๆ วัน พวกเราก็ไปท้าพวกมันต่อสู้ ไม่มีจุดประสงค์เพื่อพิสูจน์แพ้ชนะ เพียงอาศัยการต่อสู้กับพวกมันเพื่อเรียนรู้พลังเทพ ทำความเข้าใจกับพลังเทพก่อนที่สำนักอื่นจะมาถึง ด้วยวิธีนี้แม้ว่าท้ายที่สุดสำนักเราอาจไม่ได้กุมชัยชนะขั้นสุดท้าย แต่พวกเรายังคงเข้าใจความลี้ลับของพลังเทพเรียบร้อยแล้ว” ไต้เทายิ่งกล่าวยิ่งตื่นเต้นเร้าใจ
เมื่อนึกถึงการบรรลุพลังเทพ หัวใจมันพลันร้อนวูบขึ้นมา
จี้เจิ้งเงียบงันไปอึดใจใหญ่ จากนั