นฝ่านซูมากน้อยเท่าใด?”
เปี๋ยหานอึ้งงันไปวูบหนึ่ง แต่แล้วก็ตอบสนองทันที “ห้าคน คนหนึ่งออกเดินทางท่องโลกไปสามสิบกว่าปีแล้วและยังคงไม่กลับมา อีกหนึ่งปิดด่านเป็นตาย ยังไม่กลับออกมาเช่นกัน คนที่สามรับภารกิจสำคัญจากเจ้าอาวาสตั้งแต่สิบปีที่แล้ว ยังไม่หวนกลับมา คงเหลือเพียงสองคนนี้เท่านั้น”
จั่วม่อสีหน้าคลายใจลงเล็กน้อย กล่าวว่า “หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ พวกมันเพียงมีปัญญาส่งมาแค่สองฝ่านซูนี้เท่านั้น”
จั่วม่อครุ่นคิดอยู่ชั่วอึดใจ แล้วถามว่า “หากข้าหลบหนีไป ฝ่านซูสองคนนั้นจะไปสมทบกับเจียงเจ๋อหรือไม่?”
เปี๋ยหานสั่นศีรษะ ตอบอย่างรวบรัด “ไม่”
น้าเสียงเชื่อมั่นในคำตอบของเปี๋ยหาน ทำเอาจั่วม่อประหลาดใจไม่น้อย “เพราะเหตุใด? หากพวกมันไปสมทบกับเจียงเจ๋อ ไยมิใช่มีโอกาสได้ชัยเพิ่มขึ้น?”
“เนื่องเพราะฝ่านซูยังคงสามารถตายได้” เปี๋ยหานกล่าวอย่างเย็นชา
จั่วม่อเข้าใจในบัดดล ใช่แล้ว ชนชั้นฝ่านซูแม้ทรงพลังอำนาจสุดฟ้าสุดดิน แต่พวกมันยังคงสามารถตายได้ หากกองทัพอันเข้มแข็งไม่แยแสสนใจว่าต้องจ่ายค่าตอบแทนมากเท่าใด พวกมันอาจสามารถฆ่าฝ่านซูได้จริง ๆ วัดเสวียนคงไม่ได้ขาดแคลนกองทัพ และจะไม่ยินยอมเสี่ยงอันตรายปล่อยให้ยอดยุทธ์ด่านฝ่านซูของพวกมันเข้าสู่สมรภูมิ
ดังนั้นภารกิจของพวกมันในคราวนี้จึงขึ้นชื่อว่าการลอบสังหาร
จั่วม่อยังเข้าใจเรื่องราวอีกประการ ว่าไฉนวัดเสวียนคงจึงส่งชนชั้นฝ่านซูมาทีเดียวถึงสองคน เนื่องเพราะมันเคยสังห