ลังใจของ พวกมันรึ?” จั่วม่อสั่นศีรษะ “ข้าเพียงกล่าวออกไปตามที่ข้าคิด ข้าแม้เคย เผชิญกับสถานการณ์คับขันอันตรายและแทบจะสิ้นหวังมานับครั้งไม่ถ้วน แต่สถานการณ์ที่อันตรายถึงเพียงนี้กลับเพิ่งเคยพบพานเป็นครั้งแรก แทบ จะไม่เห็นความหวังในชัยชนะแม้แต่น้อย!”
เสียกงจู่นิ่งเงียบงันไปนาน จากนั้นร่องรอยตื่นตะลึงบนใบหน้าก็เลือน หายนางจู่ ๆ แย้มยิ้มออกมาอย่างฉับพลัน “วาจาของเจ้าล้วนชวนให้อก สั่นขวัญแขวน แต่ไฉนขากลับไม่รู้สึกหวาดกลัวสักเท่าใด? เมื่อลองคิดทบทวนดู ข้าก็พบว่านั่นเป็นเพราะข้าทราบว่าเจ้าไม่ใช่คนที่จะนั่งงอมือรอรับความตาย”
“ย่อมแน่นอน!” จั่วม่อหัวร่อยี่ฮี ใบหน้าทอแววฆ่าฟัน “ข้าไม่เคยมี นิสัยยอมให้ผู้คนทุบตี โดยไม่ตอบโต้”
เสียกงจู่พอฟังต้องแย้มยิ้มออกมา จากนั้นจมลงไปในความเงียบงัน
จั่วม่อก็นิ่งเงียบไปเช่นกัน ราวกับว่ามันกำลังครุ่นคิดถึงเรื่องราวบางประกาย
สองบุรุษสตรีนั่งเงียบ ๆ อยู่เคียงข้างกัน อาจบางคราไร้สุ่มเสียงยัง บรรเจิดเพริศแพร้วเสียยิ่งกว่ามีเสียงอีก
“คราครั้งนี้เรามุ่งเป้าที่อยู่สูงเกินไป” หมิงอวี่เว่ยขมวดคิ้วมั่น ดวงตา ทอแวววิตกกังวล หลายปีมานี้กองโจรตระกูลหมิงกระทำการอย่างราบรื่น ไม่เคยเผชิญพบปัญหาใด แต่ไม่ต้องสงสัยเลยว่าหลังจากการศึกครั้งนี้ นามของพวกมันจะเป็นที่รู้จักกันไปทั่ว
หมิงฮุยจ้องมองม่านนํ้าสีดำที่อยู่ไม่ไกลออกไป ไม่มีรอยยิ้มโอ่อ่าผ่า เผยตามปกติ ท่วงท่าสภาวะสงบเงียบเคร