ร่างของเขิงเหลียนเอ๋อร์ในม่านรัตติกาล ประดุจควันบางเบาสายหนึ่ง ท่าร่างของนางสูงสง่างดงาม กล่าวไปคล้ายแฝงเค้าประหลาดลี้ลับอยู่บ้าง
อากุ่ยเหมือนหุ่นเชิดที่ไร้ประกายชีวิตชีวาอย่างสมบูรณ์ นางไร้สุ้มเสียงโดยสิ้นเชิง สองเท้าเปล่าของนางคล้ายย่าไปตามจังหวะจะโคนปกติธรรมดา แต่ไม่มีการสั่นไหวของอากาศ ไม่มีสุ้มเสียงสำเนียงใด ไม่ปรากฏระลอกอันใดแม้แต่น้อย
จั่วม่อเคลื่อนไหวดุจแมวป่าตัวหนึ่ง ปลอดโปร่ง ปราดเปรียวและชำนิชำนาญ ท่าร่างสมดุลกลมกลืน ราวกับเลื่อนผ่านอากาศไปเสียเฉย ๆ
ทั้งสามล้วนสวมหน้ากากคนละใบ หน้ากากเหล่านี้จั่วม่อเพิ่งหลอมสร้างขึ้น ไม่มีประโยชน์ใช้สอยอื่นใด นอกจากป้องกันไม่ให้ผู้คนพบเห็นโฉมหน้าที่แท้จริงของพวกมัน ทั้งสามยังปรับเปลี่ยนรูปร่างลักษณะให้แตกต่างไปจากเดิมอย่างไม่เหลือเค้า หากหน้ากากของพวกมันไม่หลุดลงมา จะไม่มีผู้ใดคิดได้ว่าเป็นพวกมัน
มองไปยังพระตำหนักอันโอ่อ่าตระการที่เบื้องหน้าพวกมัน จั่วม่อดวงตาสาดประกายเจิดจ้า
เสี่ยวกั่ว! หลี่อิงฟ่ง!
ข้ามาแล้ว!
“หอสมบัติมหาสันติ… …” ซิ่นกงจู่ทอดถอนใจเบา ๆ นางคล้ายรำพึงรำพันกับตัวเอง ดวงตาคู่งามที่ทำให้บุรุษนับไม่ถ้วนลุ่มหลงงมงาย ยามนี้เผยแววเลื่อนลอย งุนงงและอับจนหนทาง พร่ากระซิบเสียงเบาต่า “หรือว่านี่จะเป็นชะตากรรม?”
นางหวนนึกถึงภาพเหตุการณ์อันน่าตระหนกเมื่อค่าคืนก่อน ในช่วงเวลานั้น ป่าศิลาทักษะปิศาจทั้งผืนคล้ายกำลังหายใจ นางแทบร่าไห้ออก