เขิงเหลียนเอ๋อร์จิบชาไปตามปกติ กระทั่งสายตาก็ไม่เหลือบแลขึ้นมอง ราวกับว่าผู้ที่กล่าววาจาเมื่อครู่มิใช่นาง
โซ่วผิงรวบรวมความกล้า กล่าวถามด้วยสุ้มเสียงติดจะฉงนงุนงง“คุณหนู บริวารไม่เข้าใจว่าคุณหนูคิดอันใด?
?” เขิงเหลียนเอ๋อร์วางถ้วยชาลงอย่างนุ่มนวล สุ้มเสียงราบเรียบของนางแฝงเค้าความเย็นยะเยือกชนิดหนึ่ง
“ผู้น้อยมิบังอาจ!” โซ่วผิงเหงื่อเย็นไหลท่วมตัว มันล่วงรู้อารมณ์ของคุณหนูเป็นอย่างดี หากมันลังเลแม้แต่น้อย เกรงว่าคุณหนูกระทั่งคำที่สองก็ไม่เอ่ยปากให้เสียเวลา อาจเชือดมันทิ้งในบัดดล
“ไปเถอะ” เขิงเหลียนเอ๋อร์กล่าวเบา ๆ ราวกับว่าไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น
ชั่วพริบตาที่ประโยคนี้กล่าวออกมา โซ่วผิงแผ่นหลังชุ่มโชกไปด้วยเหงื่อเย็น อดลอบทอดถอนชมเชยไม่ได้ กระทั่งเจี้ยจู่ตอนที่อายุเท่านี้ยังไม่มีท่วงท่าสภาวะเท่ากับคุณหนู
มันไม่กล้าสอบถามมากความ รีบล่าถอยออกมาทันที
แต่รอจนมันเดินกลับไปสมทบกับพรรคพวก ค่อยฉุกใจคิดขึ้นมาอย่างกะทันหัน คำ ‘ไปเถอะ’ ของคุณหนูหมายความว่าอย่างไร?
คงมิใช่ไล่พวกมันกลับไปกระมัง?
“เราผู้เฒ่า เถาซิง ขอบคุณเสี่ยวเกอยื่นมือช่วยเหลือด้วยคุณธรรม”เถาซิงประสานมือกล่าวต่อจั่วม่ออย่างเกรงอกเกรงใจ พลานุภาพที่จั่วม่อสำแดงออกมาเมื่อครู่ทำให้มันสะท้านใจอย่างรุนแรง อดสงสัยใคร่รู้มิได้ว่าจั่วม่อที่แท้เป็นยอดคนเส้นทางใด ยอดยุทธ์อายุเยาว์ที่เข้มแข็งถึงเพียงนี้ไหนเลยจู่ ๆ ก็ผุดขึ้นโดยไม่มีที่มาที่ไปได