นวัดเสวียนคง!” ฟู่ฟงพยายามระงับอารมณ์อย่างสุดความสามารถ แต่ยังคงสัมผัสได้ถึงความตื่นเต้นยินดีอย่างล้นเหลือ!
“ลำบากเจ้ามากแล้ว” เปี๋ยหานดวงตาทอแววตื้นตันระคนตื่นเต้นยินดีแวบหนึ่ง จากนั้นหายวับไป กลับคืนสู่ความยะเยียบเย็นชาเช่นเคย
“เตี้ยนเซี่ยอย่าได้กล่าวเช่นนี้ ผู้น้อยรับไว้ไม่ได้ … ผู้น้อยรับไว้ไม่ได้จริง ๆ …” ฟู่ฟงผู้เป็นบุรุษร่างใหญ่โต ถึงกับไม่รู้จะเอามือไม้ไปวางไว้ที่ใด19 ใช้เป็นคำเรียกเจ้าชายเจ้าหญิง
“อย่าเข้ามาใกล้ข้า บนร่างข้าเต็มไปด้วยอาคมหวงห้าม” เปี๋ยหานกล่าวอย่างเฉยเมย ราวกับว่าไม่ใช่เรื่องของตน “เราต้องรีบกลับไปโดยเร็วที่สุด พวกมันจะล่วงรู้เรื่องการหลบหนีของข้าในไม่ช้า”
“เหล่าโจรหัวโล้นที่สมควรตาย!” ฟู่ฟงดวงตาสาดประกายอำมหิตอย่างเปี่ยมล้น จากนั้นรีบกล่าวอย่างหนักแน่นกับเปี๋ยหาน “เตี้ยนเซี่ยมิต้องกังวล ทุกประการล้วนจัดเตรียมไว้พร้อมสรรพ! เราจะกลับบ้านโดยเร็ว ขอเพียงกลับถึงบ้าน อาคมหวงห้ามของวัดเสวียนคงไม่นับเป็นอะไรได้!”
ฟู่ฟงสุ้มเสียงเต็มไปด้วยความทระนงถือดี
เปี๋ยหานหันไปมองกองพันบาปเคราะห์ที่ด้านหลังมัน
“เตี้ยนเซี่ย เหล่านี้คือ… …” ฟู่ฟงงุนงงเล็กน้อย
“กองพันบาปเคราะห์” เปี๋ยหานตอบอย่างไร้อารมณ์
ฟู่ฟงดวงตาเบิกกว้าง จ้องมองกองพันที่เงียบงันดุจไร้ชีวิตอย่างไม่เชื่อสายตา
“ข้าจะพาพวกเจ้ากลับบ้าน” เปี๋ยหานกล่าวเบา ๆ กับกองพันที่ไม่เคยเอ่ยวาจานี้
“ว่ากระไร! เปี๋ยหานนำกองพันบา