คล้ายเลือนหายไปในอากาศธาตุเสียเฉย ๆ
ปิงเย่าสีหน้าไม่สู้ดี มันยังไม่ทุเลาหายดีจากการต่อสู้แลกชีวิตกับติ้งเจิน
เห็นหน้าปิงเย่า เหวยเสิ้งกัดฟันถาม “มีข่าวหรือไม่?”
?” เหวยเสิ้งเขม้นมอง
“เกรงว่าพวกมันอาจหลุดเข้าไปในแดนต้องห้าม!” ปิงเย่ากัดฟันกล่าวออกมา “ว่ากันตามเหตุผล พวกมันสมควรไม่ได้ลอยไปไกลนัก ภายในรัศมีหนึ่งพันลี้ หลงเหลือเพียงพื้นที่เดียวที่ยังไม่ได้ค้นหา นั่นคือแดนต้องห้าม!”
เหวยเสิ้งกับจงหยูหัวใจดิ่งวูบ พวกมันจดจำได้มั่นว่าปิงเย่าถึงกับยินยอมสละชีวิตทั้งชนเผ่า เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้คนล่วงล้าเข้าสู่แดนต้องห้ามแล้วหากจั่วม่ออยู่ในนั้นจริง… …
ทั้งสองฝ่ายกลายเป็นนิ่งเงียบงันไปพร้อมกัน บรรยากาศตึงเครียดชวนอึดอัดใจทวีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
แต่ยังไม่ทันที่ทั้งสองฝ่ายจะเข้าสู่สภาพเลวร้ายไปกว่านั้น พลันบังเกิดเสียงเอะอะดังเข้ามาจากหน้าประตู
มนุษย์หมอกผู้หนึ่งนำบุรุษแปลกหน้าอายุราวสามสิบกว่าปีเข้ามาในห้อง พลางกล่าว “ท่านหัวหน้าเผ่า มันอ้างว่าเป็นผู้ส่งข่าวจากจั่วเซียนเซิง”
เหวยเสิ้งกับจงหยูผุดลุกขึ้นทันควัน เหวยเสิ้งดวงตาสาดประกายคมกล้า กล่าวเสียงเข้มว่า “เจ้าเป็นใคร??”
คังเต๋อ??
เห็นสีหน้าแช่มชื่นและโล่งอกของปิงเย่า เหวยเสิ้งหันไปประสานมือคำนับอย่างขออภัย กล่าวว่า “เมื่อครู่เป็นข้าใจร้อนเกินไป ล่วงเกินท่านหัวหน้าเผ่ามากแล้ว ท่านหัวหน้าเผ่าโปรดอย่าได้ถือสา!”
หลายวันมานี้พวกมันเฝ้าดูมนุษย์หมอ