ประกายชีวิตในดวงตานางเลือนหายไปหมดสิ้น ไม่ว่าจั่วม่อจะพยายามพูดคุยกับนางสักเท่าใด นางก็ไม่เคยตอบสนองสักครั้ง
มีเพียงยามที่พวกมันเผชิญอันตราย แสงสีม่วงในดวงตาอากุ่ยจึงลุกโชนขึ้นอีกครั้ง
อากุ่ยหยุดเดิน วางจั่วม่อลง จากนั้นนั่งลงด้านข้างอย่างเงียบงัน
“อากุ่ย เจ้ารู้หรือไม่ว่านี่เป็นที่ใด?”
ผูเยากับเว่ยก็ไม่มีหนทางใด นี่เป็นครั้งแรกที่พวกมันพบเห็นสภาพแปลกพิสดารถึงปานนี้
“อ๊า ข้าอยากรู้ว่าศิษย์พี่ใหญ่กับจงหยูได้รับข่าวจากข้าแล้วหรือยัง?”
?”
?”
? เจ้าคอยช่วยเหลือข้ามากมาย คงไม่ใช่ความสัมพันธ์ทั่วไปกระมัง
จั่วม่อกล่าวเรื่อยเปื่อยกับตนเองต่อไป ส่วนอากุ่ยยังคงนิ่งงันดุจรูปปั้น
สองชั่วยามให้หลัง อากุ่ยแบกจั่วม่อขึ้นหลัง จากนั้นเริ่มเดินต่ออีกครั้ง
“อากุ่ย เจ้าไฉนไม่เหินบิน? ใช่หลงลืมไปหรือไม่?” บนหลังของนางจั่วม่อเริ่มพร่ากล่าววาจาอีกครั้ง “พลังงานสีม่วงโง่เง่านั้น รอจนข้าฝึกปรือพลังเทพสุริยันถึงขั้นสูงส่งสุดยอด จะกำจัดมันให้สิ้นซาก!”
อากุ่ยยังคงตั้งหน้าตั้งตาเดินตรงไปข้างหน้า ทีละก้าว ๆ หาได้มีปฏิกิริยาตอบสนองแม้แต่น้อยนิดไม่
ที่นี่เป็นดินแดนรกร้างว่างเปล่าแห่งความตาย มีเพียงโขดหินและหน้าผาแผ่กว้างไกลอย่างไร้จุดจบ ไม่มีร่องรอยของชีวิต บ่อยครั้งที่พวกมันต้องเผชิญกับพายุทราย เมื่อเม็ดทรายก้อนหินถูกสายลมหอบมาปะทะร่าง เป็นความเจ็บปวดมหาศาลจนแทบกลั้นใจตาย
แต่ไม่ว่าลมพายุจะรุนแรงสักเท่าใด อากุ่ย