งพวกมันได้ บริเวณนี้ยังไม่มีสำนักใหญ่แม้แต่แห่งเดียว พวกเราอยู่ที่นี่ต่อไปจะเป็นอันตรายอย่างมาก!”
แต่ไม่มีผู้ใดแยแสสนใจมัน ทุกคนหันไปมองจั่วม่อ ในเวลาเช่นนี้ผู้ที่สามารถกำหนดทิศทางมักจะเป็นจั่วม่อ
จั่วม่อขบคิดใคร่ครวญเป็นเวลานาน ก่อนจะกล่าวช้า ๆ ว่า “หากเราออกจากอาณาจักรทะเลเมฆ แล้วจะไปยังที่ใด? รอยแยกแห่งความ
?”
?
“เจ้าพวกปัญญาอ่อน” เห็นท่าทีไม่รู้กาลเทศะของสหายร่วมหน่วยทั้งสอง ม้าฝานสบถด่าอย่างอดไม่ได้
จั่วม่อมองไปยังกงซุนชา เห็นแม่นางน้อยมุมปากจุดรอยยิ้มไร้เดียงสาและประหม่าอาย แต่ในดวงตาเต็มไปด้วยประกายตื่นเต้นเร้าใจ คนที่คุ้นเคยกับมันเป็นอย่างดี พอเห็นรอยยิ้มนี้อดสะดุ้งใจไม่ได้
จั่วม่อหันไปมองซู่หลง หลายวันมานี้ท่วงท่าสภาวะของซู่หลงยิ่งกลายเป็นหนักแน่นมั่นคงกว่าเดิม ยืนอยู่ด้านข้างเหมือนขุนเขาตระหง่านง้าลูกหนึ่ง มันสังเกตเห็นจั่วม่อมองมา ดังนั้นคุกเข่าลงข้างหนึ่ง ไม่ปกปิดซ่อนเร้นจิตวิญญาณการต่อสู้ที่สาดประกายอยู่ในดวงตา “ต้าเหริน ซู่หลงขออาสาออกศึก!”
จั่วม่อแปลกใจอยู่บ้าง ด้วยบุคลิกหนักแน่นมั่นคงและความสามารถเฉพาะด้านในการทำศึกของซู่หลง ส่วนใหญ่จึงรับหน้าที่ป้องกันมากกว่าบุกจู่โจม นี่เป็นครั้งแรกที่มันเห็นซู่หลงอาสาออกทำศึกด้วยตัวเอง
“เป็นไร เจ้าก็คันไม้คันมือขึ้นมาอีกคนรึ?”
? หรือว่าติดเชื้อมาจากเว่ยกับผูเยา ใช่เป็นเว่ยลอบชักใยจากเบื้องหลังหรือไม่?
ซางเว่ยหมิงที่ด้านข้างถึงกับ