ท้เป็นเช่นนี้ นี่ง่ายดายยิ่ง”กล่าวจบคำ นางหมุนตัวกลับ เดินเข้าไปตรงหน้าซางเว่ยหมิงแย้มยิ้มเบิกบานปานบุปผา “ซางเว่ยหมิง ตอบตกลงเสียดีๆ”ซางเว่ยหมิงรู้สึกไฟโทสะลุกโชนอัดอก เค้นเสียงลอดไรฟันว่า“คนแซ่เยิ่น อย่าแม้แต่จะคิด!”ฉาด!เสียงตบดังสนั่นบนใบหน้าของมัน!ซางเว่ยหมิงสมองขาวว่างเปล่า ชั่วพริบตานี้ ความอัปยศอดสูที่ไม่เคยมีมาก่อนท่วมท้นไปทั่วสรรพางค์กาย ดวงตามันแดงฉานอย่างฉับพลัน กำหมัดแน่นจนเส้นเลือดเขียวปูดโปน ตระเตรียมต่อสู้แลกชีวิต!เยิ่นจิ้งยังคงแย้มยิ้มอ่อนหวาน แต่เต็มไปด้วยความดูถูกเหยียดหยาม “บุตรชายเจ้ามีพรสวรรค์ดีกว่าเจ้า แทบจะบรรลุด่านหนิงม่ายอยู่แล้ว ข้าผู้เป็นคุณหนูได้ยินว่ามันเข้าร่วมสำนักกระบี่ภูผาโปร่ง เจ้าคิดทำลายอนาคตของมันหรือ? ต้องการให้ข้าไปเยี่ยมเยียนสำนักกระบี่ภูผาโปร่งสักคราหรือไม่?”ซางเว่ยหมิงหยุดยั้งลงอย่างเต็มฝืน รู้สึกราวกับตกลงไปในหล่มนํ้าแข็ง ดวงตาแทบพวยพุ่งไฟโทสะและความเคียดแค้นชิงชังออกมา มันแทบจะเค้นเสียงออกมาจากก้นบึ้งขุมนรก “เจ้าที่แท้ต้องการทำอะไรกันแน่?”ฉาด!เยิ่นจิ้งตวัดหลังมือตบอีกหนึ่งฉาด!“ทำอะไร? ฮ่าฮ่า คุณหนูผู้นี้เพียงต้องการหาความสำราญจากเจ้าเท่านั้น! เมื่อครั้งที่ตระกูลซางเก่าแก่ยังมีพลังล้นเหลือ แทบจะบีบเค้นตระกูลเยิ่นเราจนหายใจไม่ออก วันนี้ข้าผู้เป็นคุณหนูสามารถหาความสำราญจากการเหยียบยํ่าซางเว่ยหมิงเจ้า คุณหนูผู้นี้เบิกบานใจนัก!”“เจ้า… …”ฉาด!ตบ