อีกหนึ่งฝ่ามือ!“อย่าได้คิดหลบหลีกเชียว! ยืนนิ่งๆ! อย่าได้ลืมเลือนบุตรชายที่น่ารักของเจ้าเสียเล่า!”ซางเว่ยหมิงคล้ายถูกสายฟ้าฟาดกลางศีรษะ ราวกับหุ่นไม้ที่ไร้คนชักเชิด ยืนนิ่งงันไม่ไหวติงจั่วม่อในที่สุดอดรนทนไม่ไหวอีกต่อไป หว่างคิ้วปรากฏเค้าชิงชังรังเกียจ ก้าวออกมาข้างหน้า “พอได้แล้วกระมัง! หากต้องการฆ่าคน ก็เพียงแค่ปลิดศีรษะมันลงมาก็พอ ไม่ว่าในอดีตจะมีเรื่องบาดหมางใด ก็ไม่จำเป็นต้องหยามอัปยศกันถึงเพียงนี้!”โฉมสะคราญเยิ่นจิ้งฝ่ามือชะงักค้างกลางอากาศ หมุนตัวกลับมาเผชิญหน้ากับจั่วม่อ ยิ้มเย้ยหยันอย่างเย็นชา “เจ้าผู้นี้สุราคารวะไม่ยอมดื่มจริงๆ! ยามเมื่อข้าเยิ่นจิ้งผู้นี้กระทำสิ่งใด ไหนเลยมีที่ให้ผู้อื่นชี้นิ้วกล่าววาจา? เจ้าเพิ่งมาใหม่กระมัง ใช่ไม่ทราบกฎหรือไม่?”จั่วม่อแย้มยิ้มเฉิดฉัน เผยฟันขาวสะอาดทั้งปาก หัวร่ออย่างลี้ลับ “เจ้ากล่าวไม่ผิด พวกเราเพิ่งมาใหม่จริงๆ!”ทันใดนั้น ร่างมันหายวับไป จากนั้นปรากฏขึ้นข้างกายนางงามเยิ่นจิ้ง คว้าจับนางเอาไว้ นางไม่ได้ตอบสนองแม้แต่น้อยจั่วม่อแสยะยิ้มอย่างดุร้าย “เจ้าเป็นเพียงเด็กหญิงตัวเล็กๆ แต่จิตใจช่างชั่วร้ายไร้ความปราณีจริงๆ! กฎ? เสี่ยวเหยียล่วงรู้กฎอยู่บ้าง ให้เสี่ยวเหยียผู้นี้สั่งสอนกฏแก่เจ้าเถอะ!”กล่าวจบคำ สองมือมันระดมตบตีใบหน้าอ่อนหวานละมุนละไมของเยิ่นจิ้งอย่างไร้เมตตาปราณี ไม่มีความคิดรักหยกถนอมบุปผาแม้แต่น้อยผู้ดูแลร้านค้าของศาลาเมฆาหน้าเผือ