วงแดนร้างกาลสมัยของข้าทุบตีจนหาทิศเหนือไม่เจอหรอกหรือ!”ศาสตร์บำบวงแดนร้างกาลสมัยของข้า… …ผูเยาเส้นเลือดเขียวบนขมับเต้นตุบๆ อีกครั้ง มันพยายามระงับอย่างสุดความสามารถ แล้วแสร้งกล่าวอย่างปลอดโปร่งว่า “นั่นเป็นรอยประทับวิญญาณที่มันทิ้งไว้เบื้องหลังตั้งแต่สามร้อยปีก่อน”“รอยประทับวิญญาณที่ทิ้งไว้ตั้งแต่สามร้อยปีก่อน!” จั่วม่อแตกตื่นจนขวัญหนีดีฝ่อ “หรือกล่าวอีกอย่างก็คือ ตั้งแต่สามร้อยปีก่อนมันก็มีพลังถึงขั้นนี้แล้ว?”“มิผิด”จั่วม่อสีหน้าแปรเปลี่ยนเป็นปั้นยาก กล่าวด้วยใบหน้าเป็นสีแดงอยู่บ้างว่า “สันติสุขเป็นสิ่งมีค่า สันติสุขเป็นสิ่งมีค่า การต่อสู้ไม่ใช่สิ่งที่ดี จะเข่นฆ่ากันไปเพื่ออะไร!”ทำเป็นเมินเฉยต่อสายตาเหยียดหยามของผูเยา มันถามต่ออย่างกระหายใคร่รู้“ว่าแต่ไฉนรอยประทับวิญญาณของมันจู่โจมข้าเล่า? ข้าไม่เคยล่วงเกินมันเสียหน่อย”“มันเห็นว่าเจ้าเป็นที่ขัดตา”คำตอบของผูเยายิ่งทำให้จั่วม่อรู้สึกอับอายกว่าเดิม “คุกสิบนิ้วดูเหมือนเป็นสถานที่อันตรายอย่างแท้จริง ข้าว่าต่อไปไม่สมควรไปยังสถานที่เช่นนี้อีก”ผูเยาพอฟัง ต้องขบคิดวูบหนึ่ง ไม่ได้การ หากจั่วม่อหวั่นเกรงขึ้นมา ไม่ยอมไปยังคุกสิบนิ้วอีก นั่นจะมีปัญหาอยู่บ้าง แต่เคราะห์ดีที่มันคุ้นเคยกับนิสัยใจคอของจั่วม่อเป็นอย่างยิ่ง เจ้าตัวประหลาดน้อยนี้ไม่อาจใช้วิธีบังคับขู่เข็ญ ได้แต่ล่อลวงเท่านั้น หากมีผลประโยชน์มากพอ เจ้าผู้นี้จะแหงนหน้าขู่คำรามและโถมเข้