ยแล้ว”
“อย่างนี้นี่เอง เห็นวันนี้ดูใส่ใจเป็นพิเศษ นึกว่าแต่งมาเจอคนสำคัญซะอีก”
มันเป็นบทสนทนาที่ไร้สาระอย่างสิ้นเชิง ซังอูคิดว่าบทสนทนาแบบนั้นไม่ได้ช่วยย่อยอาหารเลยสักนิด สีหน้าของจีฮเยดูไม่ดีเท่าไร อาจเป็นเพราะแจยองพูดมากเกินไป ซังอูเข้าใจความลำบากใจของเธอราวกับเป็นเรื่องของตัวเอง เป็นใครก็ต้องรำคาญที่มีคนเอาแต่ชวนคุยจนไม่ได้กินข้าว
หลังกินข้าวเสร็จและออกจากโรงอาหาร จีฮเยถามคำถามแปลกๆ ขึ้นหน้าโรงอาหาร
“พวกพี่มาสนิทกันได้ยังไงเหรอคะ ดูเป็นคนละแนวเลยแท้ๆ แปลกมากเลยค่ะ”
คำพูดของเธอมีจุดที่ไม่ถูกต้องอยู่ ซังอูจึงแย้งทันที
“ไม่ได้สนิท…”
“ตอนแรกเราเข้าใจผิดกันนิดหน่อยน่ะ”
แจยองว่าพลางโอบไหล่ซังอู การกระทำเล็กๆ น้อยๆ นั้นทำให้ซังอูตัวแข็งทื่ออีกครั้ง หายใจเข้าแล้วลืมหายใจออก แขนของแจยองที่พาดอยู่บนไหล่หนักอึ้งเหมือนแท่งโลหะ
“เราเกลียดขี้หน้ากันมากเลยแหละ แต่ตอนนี้หายเกลียดแล้ว ใช่ปะ?”
“ไม่นี่ครับ”
ซังอูใช้ฝ่ามือดันไหล่ของอีกฝ่ายออก จางแจยองสัมผัสร่างกายของคนอื่นอย่างไม่ระวังเกินไปแล้ว เจ้าตัวเป็นแบบนั้นมาตั้งแต่แรก เป็นคนที่ไม่ว่าฝ่ายตรงข้ามจะเป็นใคร (แม้กระทั่งคนที่ไม่สนิทเลยสักนิด) เขาก็จะกอด