นามรบ
เหลียนเซวียนยืนอยู่ข้างปากถ้ำ ลมหนาวเจือไปด้วยความชื้นพัดโชยมาอาภรณ์ของเขาพะเยิบไหว เป็นสัญญาณเตือนล่วงหน้าว่าพายุจะเข้า
“เร็วๆๆ คืนนี้ฝนต้องตกแน่ๆ”
เซวียเสี่ยวหรั่นหอบหญ้าไส้ตะเกียงกองใหญ่วิ่งราวกับเหาะ
เหลียนเซวียนเดินไปข้างหน้าสองสามก้าว ตำแหน่งของหญ้าเหล่านั้นน่าจะอยู่ไม่ไกลมาก
“เหลียนเซวียน ท่านไม่ต้องมาช่วยหรอก ข้าใกล้จะขนเสร็จแล้ว ท่านไปยืนให้กำลังใจข้าตรงนั้นก็พอแล้ว”
เซวียเสี่ยวหรั่นวิ่งออกมา เห็นเขาขยับตัวก็รีบเกลี้ยกล่อม
เหลียนเซวียนยั้งเท้าทันควัน ยืดตัวตรงยืนอยู่เงียบๆ
ตอนนี้เขาช่วยอะไรไม่ได้ อย่าเพิ่มปัญหาให้นางดีกว่า
เขายืนเงียบเชียบอยู่ตรงนั้น เรือนร่างสูงสง่าราวกับต้นสนตั้งตระหง่าน ทรงพลังแข็งแกร่งแฝงไปด้วยความทระนง
เซวียเสี่ยวหรั่นหอบหญ้าไส้ตะเกียงกองใหญ่ ขณะหันไปเห็นเรือนร่างหยัดตรงดุจด้ามพู่กันของเขา ก็ตกตะลึงอย่างเห็นได้ชัด
หากใบหน้าของเขาไม่แตกยับขนาดนั้น กับเสื้อผ้ายังขาดไปชิ้นใหญ่จนดูน่าขบขัน เซวียเสี่ยวหรั่นยังแทบไม่อาจละสายตา
ขณะวิ่งเข้าไป ยังอดที่จะเอี้ยวศีรษะกลับมามองอีกครั้งไม่ได้
“จิ๊ ถ้าใบหน้านั้นไม่มีบาดแผล ก็คงเป็นยอดฝีมือผู้องอาจสง่างามในยุทธภพคนหนึ่งกร