เหลียนเซวียนหยุดชะงัก หันมามองนาง ใช้ดวงตาไร้ประกายแทนคำถาม
เซวียเสี่ยวหรั่นประคองแขนเขา กระซิบบอก “ข้าจะตามอยู่หลังท่าน ไม่ไปไหนซี้ซั้ว”
ตาของเขามองไม่เห็น ข้างล่างมีแต่กองหินระเกะระกะ กับวัชพืชมากมาย เธอตามมาย่อมช่วยพาเขาหลบเลี่ยงได้
เหลียนเซวียนรู้ว่านางเป็นห่วงเลยไม่พูดมาก อยากตามก็ตามเถอะ หลุมแห่งนี้นอกจากในโพรงนั้น ก็ไม่รู้ว่ามีงูประเภทไหนอยู่บ้าง แต่ที่แน่ๆ ไม่มีกลิ่นอายของสัตว์ชนิดอื่น คะเนว่าแถบนี้น่าจะเป็นถิ่นของงู
งูตัวเดียวเท่านั้น เขามั่นใจว่าปกป้องนางได้
ทั้งสองลงไปในหลุมอย่างระมัดระวัง เดินอ้อมหินใหญ่สองสามก้อน กลิ่นเหม็นคาวโชยมาในอากาศ
“แหวะ เหม็นจัง” เซวียเสี่ยวหรั่นบ่นพึมพำ
ปากโพรงทั้งชื้นแฉะและเหนียวหนึบ สองด้านปกคลุมไปด้วยตะไคร่น้ำเขียวครึ้ม
ยิ่งใกล้ปากโพรงเท่าไร เห็ดหุยซินก็ยิ่งเปล่งแสงสีแดงเรืองรองอย่างน่าอัศจรรย์
เหลียนเซวียนมุ่นคิ้วขมวด พวกเขาเดินกันมาขนาดนี้ แต่งูที่อยู่ในโพรงลึกกลับไม่ขยับเขยื้อน
“ท่านว่า เพราะใกล้จะเข้าฤดูหนาว การตอบสนองของงูก็เลยช้าลงรึเปล่า”
เซวียเสี่ยวหรั่นยืนพึมพำอยู่ด้านหลัง พวกเขายืนอยู่ครู่ใหญ่แล้ว แต่ไม่มีความเคลื่อนไหวจากในโพรงแม้แต่น้อย