ผ่านไปประมาณหนึ่งชั่วยามหลังจากข้าขังตัวเองอยู่ในห้อง
จนกระทั่งถึงเวลานั้น ข้าจึงค่อยยอมออกมาข้างนอก
ร่างกายที่ยังรู้สึกเหนื่อยล้าเป็นส่วนหนึ่ง…แต่ที่สำคัญกว่านั้นคือ มีเรื่องให้คิดอยู่มาก
หลังจากพอจะจัดการความคิดในหัวให้เข้าที่แล้ว ข้าก็เดินออกมาข้างนอก และพบว่าวีซอลอานั่งอยู่ตรงชานเรือน
น่าแปลกใจไม่น้อย ที่นางนั่งนิ่งเงียบอยู่ตรงนั้น ข้าจึงเดินเข้าไปนั่งเคียงข้างเงียบๆ
“ทำอะไรอยู่น่ะ…หืม? เดี๋ยวก่อน เจ้าทำหน้าแบบนั้นทำไม?”
ข้ายังพูดไม่ทันจบ ก็พลันสังเกตได้ถึงสีหน้าของนางที่ดูไม่ปกติ
ดวงตาของวีซอลอาดูแดงช้ำเล็กน้อยราวกับเพิ่งร้องไห้มา สีหน้าเต็มไปด้วยความหม่นหมองและเศร้าสร้อย
“เกิดอะไรขึ้นหรือเปล่า?”
“…ไม่มีอะไรหรอกค่ะ”
“แต่ถ้าจะพูดแบบนั้น…อย่างน้อยเจ้าก็ควรทำหน้าตาให้มันดูไม่เหมือนคนมีเรื่องก่อนสิ?”
นางเงียบไป
ด้วยดวงตาเรียวยาวที่มักจะดูหม่นอยู่แล้ว พอไร้อารมณ์ยิ่งดูเศร้าหนักเข้าไปอีก
ไหนจะมุมปากที่ตกลงเล็กน้อยอีก ใบหน้าของวีซอลอาในตอนนี้ ดูราวกับกำลังแบกรับความเศร้าของทั้งโลกไว้ในใจเดียว
ในที่สุด นางก็กระซิบออกมาด้วยเสียงแผ่วเบา
“…ข้าทะเลาะกับท่านปู่ค่ะ”
“…กับท่านปู่วีน่ะเหรอ?”
พูดตามตรง ข้าไม่คิดเลยว่าจะได้ยินเรื่องแบบนี้
เพราะเท่าที่เห็นมา ไม่ว่าวีซอลอาจะทำอะไรผู้อาวุโสเซียนกระบี่ก็ดูจะเป็นประเภท “โอ๊ย หลานข้า…ช่างน่ารักเสียจริง!” อยู่ตลอดเวลา