ในหูมีแต่เสียงน่าหวาดหวั่น เสียงกระดูกแตก เสียงเนื้อกระแทก
และท่ามกลางกลิ่นเหม็นคลุ้งที่ชวนให้คลื่นไส้ยิ่งกว่าครั้งไหนๆ
นัมกุงบีอากัดฟันฝืนขาอันไร้เรี่ยวแรง วิ่งเข้าไปกอดร่างของกู่หยางชอนจากทางด้านหลัง
เพราะนางรู้…ว่าถ้าไม่ทำแบบนี้ จะต้องสายเกินไปแน่
นางไม่เพียงแค่โอบแผ่นหลังของเขาไว้ แต่ยังกุมแขนของเขาแน่น เพื่อหยุดหมัดนั้นไว้ให้ได้
ทว่าร่างของกู่หยางชอน กลับยังคงยกหมัดขึ้นหมายจะฟาดลงอีก
ราวกับเป็นหุ่นกลที่พังแล้ว ไม่รับรู้คำพูดหรือสัญญาณใดๆ
“พอเถอะ…! เขา…ตายไปแล้วนะ!”
เสียงของนัมกุงบีอา สั่นเครือไปด้วยความรู้สึกมากมายปะปนกัน
บางที…เขาอาจจะได้ยิน
หมัดที่เคลื่อนไหวอย่างไร้สติพลันหยุดนิ่ง
จากนั้น…
ร่างของกู่หยางชอนก็ทรุดลงไปอย่างช้าๆ ราวกับหุนเชิดที่เชือกขาด
นัมกุงบีอารีบประคองร่างของเขาด้วยสองมืออันสั่นไหว โอบกอดเขาไว้แนบแน่นในอ้อมอก
“แฮ่ก… แฮ่ก…”
…
…หรือว่านี่จะเป็นจุดเปลี่ยน?
กลิ่นเหม็นคลุ้งที่หนาหนักอยู่ก่อนหน้านี้ ค่อยๆจางหายลงราวกับถูกชะล้าง
นางต้องกลั้นอาการคลื่นไส้เมื่อเห็นร่างของบุรุษร่างใหญ่ซึ่งถูกทำลายจนไม่เหลือเค้าเดิม
ยากจะเชื่อว่ามนุษย์ธรรมดาเพียงคนเดียว จะสามารถทำให้ร่างกายนั้นกลายเป็นแบบนั้นได้
นัมกุงบีอา ค่อยๆเอื้อมมือไปจับมือของกู่หยางชอน