แน่นอนว่า ถ้าระดับแค่พวกแบชง ต่อให้รวมตัวกันหลายคนก็ไม่มีทางทำลายค่ายกลลวงตานั้นได้
สุดท้าย… คนเดียวที่พอจะทำได้ก็คือ ยาฮยอลจ็อก
เขาค่อยๆ ลุกขึ้น ก่อนจะกำด้ามดาบใหญ่ไว้แน่น จิตรสังหารอันเย็นยะเยือกพลันแผ่กระจายออกไปทั่วถ้ำ
แต่ใบหน้าของยาฮยอลจ็อกยังคงเรียบนิ่ง ไม่ต่างจากคนหมดอารมณ์
เขาไม่ชอบเรื่องซับซ้อนนัก
ถ้าไม่รู้… งั้นก็แค่ทำลายมันซะ
นิสัยเขาก็เป็นอย่างนี้มาแต่ไหนแต่ไร
แบชงเห็นท่าทีเช่นนั้นจึงเอ่ยเตือนด้วยน้ำเสียงระวัง
“ทันทีที่ค่ายกลลวงตาถูกทำลาย… เซียนดอกเหมยอาจจะปรากฏตัวทันทีนะขอรับ ท่านหัวหน้า”
คำพูดนั้นทำให้สีหน้าของยาฮยอลจ็อกบิดเบี้ยว
“ไอ้ลูกหมา จะพูดอธิบายอะไรนักหนา ก็แค่ทำลายแล้วจับตัวตาแก่มาก็พอใช่ไหม? คิดว่าข้าไม่เข้าใจเหรอ? หรือว่าอยากจะสั่งข้าอีกที?”
“ไม่ใช่ขอรับ…!”
ยาฮยอลจ็อกเคี้ยวแมงป่องที่เหลืออยู่แล้วกลืนลงคอ ก่อนจะพูดต่อ
“ส่วนเจ้าลูกหมาจากตระกูลกู่นั่น… ก็ให้คอยจับตาดูไว้ห่างๆ ก็พอ”
“ขอรับ…? แล้วท่านจะทำอย่างไร?”
“ถ้าแค่ไอ้อัคคีอสุราบัดซบคนเดียวก็กลัว ข้าคงไม่เหมาะจะอยู่ที่นี่หรอก”
เขาหัวเราะคิกคักเหมือนคิดอะไรสนุกในหัว
ยาฮยอลจ็อกใช้ฝ่ามือปิดหน้า หัวเราะพึมพำอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเปลี่ยนสีหน้าเป็นจริงจัง หันมามองแบชงตรงๆ
ในแววตานั้นคล้ายมีหมอกมืดครึ้มลอยอยู่ ทำให้แบชงถึงกับสะดุ้งเล็กน้อย