ข้าผ่านคำพูดถากถางมามากมาย แม้กระทั่งคำว่า “หน้าเหมือนตั๊กแตนตำข้าว” ก็เคยได้ยินมาแล้ว ดังนั้นคำพูดของนางจึงไม่ได้กระทบข้ามากนัก
“เจ้าอย่าไปพูดแบบนี้ที่ไหนสุ่มสี่สุ่มห้านะ”
“เพราะอะไรหรือเจ้าคะ?”
“…ก็เพราะคนที่หน้าตาขี้เหร่จริงๆ จะเจ็บปวดไงล่ะ”
“แต่ถ้าท่านทำหน้าแบบนั้น ท่านก็ดูขี้เหร่จริงๆ นี่คะ…”
“…เออ”
ข้ารู้สึกเหมือนโดนแทงเข้าที่ใจเต็ม ๆ
‘นี่แหละ ปัญหาของคนหน้าตาดี…’
นางคงหมายถึงสีหน้าข้าตอนที่กำลังคิดหนัก แต่ดูท่าแล้ว คงต้องหาเวลาสอนนางเรื่องการพูดจาสักหน่อยแล้ว…
[…ข้ามองว่าเจ้าขี้เหร่จริง ๆ ถึงได้พูดแบบนั้น…]
‘ท่านน่ะเงียบไปเลย’
ข้ายังเจ็บปวดไม่พอหรือไง? ยังจะมาซ้ำเติมอีก…
ข้าหยิบผักสองสามคำใส่ปาก ก่อนจะถือว่ามื้อเย็นนี้จบลง
ดูเหมือนนัมกุงบีอาจะยังไม่หายดี นางไม่ได้ออกมาทานอาหาร ข้าจึงบอกให้วีซอลอาเอาอะไรไปให้นางกินบ้าง
จากนั้นข้าก็ออกมาเดินเล่นสักหน่อย
-ฮึบ!
-ระวังขา!
-แขนเจ้ายังว่างอยู่หรือไร!?
เสียงตะโกนของเหล่าศิษย์สำนักฮวาซานดังขึ้นจากสนามฝึก ดูเหมือนพวกเขาจะกำลังฝึกกันอย่างเข้มข้น
คงเป็นเพราะใกล้ถึงเวลาพิธีประลองดอกเหมย
มันเป็นการประลองภายในของเหล่าศิษย์สำนักฮวาซาน คล้ายกับศึกประลองยุทธ
และเมื่อการแข่งขันนี้จบลง ข้าก็คงต้องกลับไปที่ตระกูล
จากที่ยองพุงเคยบอก ข้าได้ยินว่าการประลองจะใช้เวลาแค่วันหรือสองวัน ดังนั้นคงไม่เหลือเวลาอีกมากแล้ว