ตลอดชีวิตก่อน ข้ามิเคยได้รับคำพูดเช่นนี้เลยสักครั้ง แต่เมื่อได้ยินมันหลังจากหวนคืนมาเกิดใหม่ ข้ากลับรู้สึกผิดประหลาด
‘ตอนนี้ข้าจะทำอย่างไรได้อีกเล่า…’
ในเมื่อมันมาถึงขนาดนี้แล้ว ข้าคงต้องหน้าด้านรับมันไปเสียกระมัง
“เอาล่ะ เช่นนั้นเราควรทำอย่างไรดี?”
“…หมายความว่าอย่างไรหรือขอรับ?”
“ดูแล้วเจ้าคงมิได้ต้องการคำสอนจากข้ามากนัก… แต่การมอบโอสถพลังปราณให้เจ้าก็ดูจะน้อยเกินไป”
“ไม่ใช่เลยขอรับโอสถพลังปราณย่อมเพียงพอสำหรับข้าแล้ว—”
“โอ้! ข้าคิดออกแล้วล่ะ!”
“…อะไรนะขอรับ?”
“เอาเถิด เรื่องนี้เราค่อยคุยกันให้ละเอียดอีกครั้ง เมื่อเจ้าขึ้นไปยังสำนัก”
…อะไรของท่านกัน?!
จะจากไปทั้งที่ยังไม่ได้บอกอะไรกระนั้นหรือ?!
“…เช่นนั้น ข้าจะพบท่านอีกครั้งที่สำนัก”
[เจ้าก็เถียงอะไรเขาไม่ได้เลยนะ]
‘…เงียบไปเถอะ’
“เมื่อเจ้าขึ้นมาถึงจงมาหาข้า เราคงมีเรื่องต้องพูดคุยกันมากมาย โดยเฉพาะเรื่องรางวัลที่ข้าสัญญาไว้”
ขณะกล่าว เซียนดอกเหมยก็ชี้นิ้วมายังบริเวณตันเถียนของข้า
“รวมถึงพลังที่แฝงอยู่ในร่างของเจ้าด้วย”
“…!”
ข้ารู้สึกสะท้านไปทั้งตัวทันทีที่ได้ยิน
เขารู้แล้วงั้นหรือ?
“…ข้าทราบแล้วขอรับ”
“ดีแล้ว อ้อ อย่าลืมกินข้าวก่อนออกเดินทางเล่า ท้องว่างจะทำให้เจ้าทำสิ่งใดก็มิได้”
กล่าวจบ เซียนดอกเหมยก็หันหลังและกระโจนออกไปทางหน้าต่าง
…เดี๋ยวสิ ทำไมต้องออกทางหน้าต่าง?!
[…นี่มันวันสิ้นโลกแล้วแน่ ๆ…]
‘…’