“คุณหนูนัมกุง ได้โปรดหยุดจ้องดาบของเขาเถอะ ข้าเคยบอกแล้วว่ามูยอนจะไม่ประลองกับเจ้า แล้วจ้องขนาดนั้น เดี๋ยวเขากินอาหารไม่ลงพอดี”
เมื่อข้าเห็นว่าไม่ควรปล่อยให้สถานการณ์ยืดเยื้อ จึงบอกให้มูยอนรีบไปเสียก่อนที่อะไรจะเลวร้ายไปกว่านี้
มูยอนทำความเคารพข้าแล้วเร่งฝีเท้าจากไปเร็วกว่าปกติครึ่งก้าว
ข้ามองนัมกุงบีอาอย่างระอา ก่อนจะกล่าวขึ้น
“มีคนตั้งมากมายหลายคน เหตุใดเจ้าถึงได้ยึดติดกับมูยอนนัก?”
“เพราะเขาเป็นมือกระบี่ที่แข็งแกร่ง… ข้าเชื่อว่าถ้าได้ประลองกับเขา ข้าคงได้เรียนรู้อะไรมากมาย”
“งั้นก็ไปสู้กับน้องชายเจ้าที่นั่งจ้องข้าจนจะเผาเป็นเถ้าถ่านทางนั้นสิ”
ข้าพยักพเยิดไปทางนัมกุงชอนจุน ที่ตอนนี้กำลังมองมาทางนี้ด้วยสายตาคมกริบราวกับพยายามจะสังหารข้าทางสายตา
“ชอนจุน…”
นัมกุงบีอาเอ่ยขึ้น แต่กลับกลืนคำพูดที่เหลือลงไป ราวกับลังเลบางอย่าง
ข้าเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย นึกแปลกใจ—นัมกุงชอนจุนก็แข็งแกร่งมิใช่หรือ?
แม้จะมองผ่านๆ ข้าก็ยังพอประเมินได้ว่าเขาอยู่เหนือกู่ยอนซอหรือกู่จอลยอบไปหนึ่งถึงสองขั้นเป็นอย่างต่ำ แม้ข้าไม่อาจเทียบเขากับมูยอนได้แน่ชัด แต่หากให้เปรียบเทียบกับกู่จอลยอบแล้ว นัมกุงชอนจุนก็ยังถือว่าก้าวไปไกลกว่า
แน่นอน หากต้องเผชิญหน้ากับข้า ต่อให้เขาบีบให้ข้าใช้วิชาลับเฉพาะเช่นเดียวกับตอนประลองกับกู่จอลยอบ เขาก็ยังไม่อาจเอาชนะข้าได้อยู่ดี
ทันใดนั้น ความคิดหนึ่งก็ผุดขึ้นมาในหัวของข้า