“ข้าก็แค่คิดว่า…ถ้าให้เจ้าบาดเจ็บระดับนั้น มันคงจะพอดีๆล่ะมั้ง”
“…?”
ทันใดนั้น
กระแสร้อนแรงที่แผ่จากตัวกู่หยางชอนพลันหายไปอย่างไร้ร่องรอย
ทำไมพลังถึงหายไปล่ะ?
กู่จอลยอบรู้สึกสงสัยเพียงเสี้ยววินาที ก่อนที่เขาจะฉุกคิดอะไรบางอย่างได้ และแอบหัวเราะในใจ
‘พลังปราณของเจ้าเหือดแห้งไปสินะ ทีนี้เจ้าก็ใช้มันไม่ได้อีกต่อไปแล้ว’
เมื่อไม่มีเคล็ดเพลิงอัคคีเก้ากงล้อคอยค้ำจุนกู่หยางชอนย่อมถูกแรงกดดันจากพลังของข้าบีบจนขยับตัวไม่ได้แน่
อาจารย์ของข้าเคยกล่าวไว้ว่าพลังของเคล็ดเพลิงบรรพชนนั้น แม้แต่ยอดฝีมือระดับหนึ่งก็ยังยากจะทานทน
เมื่อเวลาผ่านไปยอดอัจฉริยะของตระกูลกู่ย่อมต้องเป็นข้า ไม่ใช่ใครอื่น
กู่หยางชอนไม่มีทางต้านทานพลังของข้าได้แน่
เขาควรจะทนไม่ได้สิ…
‘หรือว่าสิ่งที่เขาทำก่อนหน้านี้เป็นแค่คำโอ้อวด?’
ถ้าเช่นนั้น ข้าก็แค่
“เจ้าบอกว่าให้ข้าบุกไปก่อนได้ใช่ไหม?”
“…ว่าอะไรนะ?”
กู่จอลยอบเบิกตากว้าง
กู่หยางชอนที่เขาคิดว่าไม่อาจขยับได้ กลับยืนอยู่ตรงนั้นอย่างสบายๆ
“ข้าจะถามอีกครั้ง เจ้าจะให้ข้าเป็นฝ่ายโจมตีก่อนได้ใช่ไหม?”
“ผู้ที่แข็งแกร่งกว่า….”
“เข้าใจแล้ว งั้นข้าไปล่ะ”
กู่หยางชอนไม่รอฟังประโยคจบด้วยซ้ำ
ร่างของเขา…
หายไปจากสายตาของข้าในพริบตา
‘…!’
คนที่ฝึกฝนวรยุทธ์อย่างข้า ย่อมมองเห็นได้ไกลและชัดกว่าคนทั่วไป