“ท่านปู่ ข้างหน้ามีอารามเต๋าอยู่หลังหนึ่ง พวกเรารีบเข้าไปหลบฝนกันเถอะ… ฝนตกหนักขึ้นแล้ว อากาศก็เริ่มเย็นด้วย”
“เอาสิ ถึงเจ้าจะพอมีวรยุทธ์ติดตัวอยู่บ้าง แต่ก็ยังเด็กนัก ขืนตากฝนตากลมนานๆ จะทนไม่ไหวเอา”
“เอ๊ะ ข้างในมีคนอยู่ด้วย!”
“เอาล่ะ เฟยไป๋ ลืมคำที่ปู่สอนแล้วหรือ ออกเดินทางท่องยุทธภพ ต้องพูดให้น้อย มองให้มาก และอย่าหาเรื่องใส่ตัว”
“ขอรับ ท่านปู่!”
เมื่อเสียงพูดคุยดังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ ไม่นานนัก เงาร่างสูงต่ำสองร่างก็เดินเข้ามาใกล้บริเวณอารามเต๋า
ทว่าทั้งสองร่างนั้นไม่ได้ผลีผลามก้าวเข้าไปข้างใน แต่กลับหยุดยืนอยู่หน้าประตูอาราม ร่างสูงที่ดูมีอายุประสานมือคารวะ ก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงแหบพร่า
“สหายที่อยู่ด้านใน ยามนี้ก็ดึกดื่นค่อนคืนแล้ว ซ้ำข้างนอกฝนก็ยังตกหนัก ไม่ทราบว่าจะพออนุญาตให้ชายชราอย่างข้ากับหลานชาย เข้าไปขออาศัยหลบฝนพักพิงสักคืนได้หรือไม่?”
ภายในอารามเต๋าเงียบสงบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะมีน้ำเสียงกังวานใสตอบกลับมา
“ข้าเองก็เป็นเพียงผู้สัญจรผ่านทาง ไม่ใช่เจ้าของสถานที่แห่งนี้ ท่านผู้อาวุโสทำตัวตามสบายเถิด”
“เช่นนั้น ชายชราก็ขอรบกวนด้วย”
สองปู่หลานเดินเข้าไปในอารามเต๋าตามคำอนุญาต ก็พบว่าที่มุมหนึ่งของอารามมีกองไฟถูกจุดเอาไว้
ข้างกองไฟนั้น มีชายหนุ่มชุดดำรูปร่างสูงโปร่ง คิ้วเข้มดั่งกระบี่ นัยน์ตาสุกสกาวดั่งดวงดาว แววตาคมกริบเย็นชา ที่เอวยังคาดกระบี่ยาวโบราณไว้เล่มหนึ่ง
ในเวลานี้ เขากำ