ำย่อยออกมาตาไม่กะพริบ ราวกับมีแมวตัวหนึ่งกำลังข่วนหัวใจของเธอไม่หยุด ทำให้รู้สึกอึดอัดไปทั้งตัว“ช่างมันเถอะ! ตายก็ตายไป!” หวังชิงตัดสินใจ กระโดดลงจากภูเขา วิ่งไปหาหลี่เคิงเชียงอย่างรวดเร็วเธอสูดหายใจลึก แล้ววางมือลงบนไหล่ของหลี่เคิงเชียงอย่างแน่วแน่ “อ๊วก!!!”……“พอแล้ว! พอได้แล้ว หลินชีเยี่ย!”พร่ำรำพันโบกมือด้วยความตกใจพลางตะโกนเสียงดังลั่นเมื่อเห็นพร่ำรำพันพูดชื่อของตัวเองออกมาอย่างไม่คาดคิด หลินชีเยี่ยพลันชะงัก จากนั้นก็รีบตอบสนองทันที “พี่เชียง? นั่นพี่เชียงใช่ไหม?”“หยุดเดี๋ยวนี้! บ้าเอ๊ย! ให้หมาบ้านั่นหยุดเดี๋ยวนี้!”“ได้ๆๆ”หลินชีเยี่ยโบกมือ ก็ส่งวั่งไฉกลับไปยังโรงพยาบาลจิตเวชแห่งเทพเจ้า พร่ำรำพันที่หน้าซีดเผือดราวกับกระดาษทรุดตัวลงอย่างหมดแรงที่มุมกำแพง ดวงตาที่มองขึ้นไปบนท้องฟ้านั้นว่างเปล่า“……พี่เชียง?” หลินชีเยี่ยเอ่ยอย่างลองเชิง‘พร่ำรำพัน’ ที่ทรุดอยู่บนพื้นหอบหายใจอยู่นาน ก่อนจะค่อยๆ ลุกขึ้นนั่งอย่างยากลำบาก“บ้าเอ๊ย นายไปหาหมาพันธุ์ดีแบบนี้มาจากไหนวะ?” พร่ำรำพันสบถด้วยคำหยาบคาย ท่าทางราวกับอยากจะเขมือบวั่งไฉทั้งเป็นหลินชีเยี่ยยิ้มแหยๆ อย่างรู้สึกผิด “ขอโทษครับ พี่เชียง ผมไม่รู้ว่าตอนที่มันใช้พลังกับพร่ำรำพัน คุณก็เห็นด้วย……ปกติแล้ว นี่เป็นวิธีที่ผมใช้สอบสวนศัตรู”“โลกนี้สร้างขึ้นตามจิตใต้สำนึกของฉัน ฉันก็ต้องเห็นอยู่แล้วสิ!” พร่ำรำพันกลอกตาพลางเอ่ยอย่างอ่อนแรง “เป็นศัตรูของนา