กไป มันก็ยังไม่เปลี่ยนแปลงเลยแม้แต่น้อย ทุกครั้งที่เวอร์ดานดิมาขอเมล็ดดอกไม้จากข้า นางจะพยายามเหยียบมันอย่างแรงสองสามที แต่ไม่ว่าจะใช้แรงเพียงใด ก็ไม่สามารถทำให้มันแตกร้าวได้แม้แต่รอยเดียวทุกครั้งที่เห็นสีหน้าดื้อรั้นและกลัดกลุ้มของนาง ข้ารู้สึกว่ามันน่ารักมาก…ข้าเชื่อว่าความรักระหว่างเรา จะใกล้เคียงกับความเป็นนิรันดร์ยิ่งกว่าทางเดินหินกรวดนั้นเสียอีก แม้แต่เทพแห่งความความตายจะมาเต้นรำด้วยเคียวบนนั้น ก็ไม่อาจแยกเราออกจากกันได้…’……ภายใต้เมฆฝนมืดครึ้ม บรากีมองทางเดินหินกรวดที่คุ้นเคยในความทรงจำ นึกถึงจดหมายที่อิดุนน์เพิ่งเขียนถึงเขาเมื่อไม่นานมานี้ดอกเดซี่สีเหลืองอ่อนโบกไหวตามแรงลม กลีบดอกไม้หลายกลีบร่วงหล่น หมุนวนแผ่วเบาบนทางเดินหินกรวดก่อนจะปลิวไปทางปลายทางเดิน……มุมปากของเขายกขึ้นเล็กน้อยเขาถือช่อดอกไม้ด้วยมือซ้าย มือขวาจัดปกเสื้อให้เรียบร้อย ราวกับเป็นนายพลหนุ่มที่เพิ่งกลับมาจากสนามรบอย่างองอาจ ยิ้มพร้อมที่จะต้อนรับเจ้าสาวที่รอเขามาร้อยปีบรากีก้าวเท้า ค่อยๆ เดินไปตามทางเดินหินกรวดเล็กๆ……‘ฤดูใบไม้ผลิในแอสการ์ดช่างมีเสน่ห์เสมอข้านั่งอยู่บนชิงช้าที่ประตูสวน รอบกายเต็มไปด้วยดอกไม้สีทองที่บานสะพรั่ง เมื่อสายลมอุ่นๆ ของฤดูใบไม้ผลิพัดผ่านมา กลิ่นหอมของดอกไม้แทบจะท่วมท้นข้า……เจ้ายังจำได้หรือไม่? ทะเลสีทองที่เราเคยเห็นบนยอดเขาในอาณาจักรยักษ์? กลีบดอกไม้สีทองที่ปลิวว่อนไปทั่วสวนตามสายลมฤดูใ