ไหลเวียนอยู่ประดุจเตาหลอมเพลิงที่ปะทุขึ้นเป็นพักๆ พร้อมสะเก็ดไฟที่กระเด็นออกมา ความร้อนระอุมาพร้อมกับควันสีขาวและกลิ่นเหม็นไหม้
นางอดมิได้ที่จะรู้สึกสงสัย หันกลับมาจ้องหน้านักพรตของนางตาเขม็ง
เห็นเพียงนักพรตหนุ่มโบกมือเบาๆ ไปในอากาศ
ฟิ้ว…
พลันบังเกิดสายลมเย็นพัดผ่านลานบ้าน หอบเอาควันสีขาวที่จับกลุ่มหนาแน่นและกลิ่นเหม็นเน่าให้สลายไปจนสิ้น
“เฮ้อ…”
ชายชราทอดถอนใจยาว ราวกับเหนื่อยล้าจนถึงที่สุด
“ข้าขอขอบพระคุณท่านเซียนซ่ง และขอบใจเจ้ามากนะหลานชาย” ชายชรายันไม้เท้า พลางหันไปมองเหล่าสตรีที่นอนร้องไห้ฟูมฟาย “ปล่อยให้พวกนางร้องไห้อยู่ที่นี่เถิด อย่างไรเสียพวกนางก็สั่งสอนบุตรชายตัวเองไม่ได้อยู่แล้ว…เชิญทุกท่านไปกับข้า เปลี่ยนที่พักผ่อนสักหน่อย ให้ข้าได้กล่าวคำขอบคุณอย่างเป็นทางการด้วยเถิด”
กล่าวจบเขาก็ยันไม้เท้าเดินนำไปยังเรือนโถงใหญ่
บัณฑิตแซ่สวี่รีบเดินตามไปเบื้องหลังทันที
ส่วนบุตรชายคนโตและคนรองของตระกูลสวี่กลับมิได้ทำใจได้ง่ายๆ เหมือนบิดา ในบรรดาชายหนุ่มสามคนที่นอนอยู่บนพื้น สองคนในนั้นคือบุตรของพวกเขา ยามนี้จึงต้องอยู่จัดการเรื่องราวที่ค้างคา ทั้งสั่งเสีย ดูแล ปลอบโยน และปูนบำเหน็จ รวมถึงต้องเริ่มเตรียมงานศพตั้งแต่นคืนนี้เป็นต้นไป
ซ่งโหยวหยุดยืนอยู่ที่เดิม หันมองเด็กหญิงของตน
“…”
ในที่สุดเด็กหญิงก็เดินกลับมา ดวงตาใสแจ๋ว
ความทุกข์โศกของแมวหาได้เหมือนมนุษย์ไม่ นางมิได้รู้สึกอันใดกับชายสา