ะกูลสวี่ที่เพิ่งกลับมาถึงเมื่อได้ฟังก็รู้สึกประหลาดใจยิ่งนัก
บัณฑิตแซ่สวี่เหลือบมองซ่งโหยวอยู่บ่อยครั้ง เมื่อเห็นซ่งโหยวยังคงมีท่าทางสงบนิ่งไม่เปลี่ยนไปจากเดิม เขาก็เริ่มมีความมั่นใจในคืนนี้มากขึ้นหลายส่วน
คืนนั้นเอง หลังสิ้นสุดงานเลี้ยง
ผืนฟ้ามืดมิดลงเนิ่นนานแล้ว
เป็นดั่งที่คนในตระกูลสวี่กล่าวไว้ พอฟ้ามืดสนิท ภายในบ่อน้ำร้างกลางลานบ้านก็พลันมีเสียงดนตรีบรรเลงและเสียงร่ายรำแว่วมาอย่างแผ่วเบา ทั้งยังแทรกด้วยเสียงหัวเราะต่อกระซิบอย่างออดอ้อนของสตรีชวนให้ผู้คนหลงใหล
สมาชิกตระกูลสวี่ต่างพากันมาห้อมล้อมอยู่หน้าลานบ้าน
ผู้ที่ยืนอยู่หน้าสุดย่อมหนีไม่พ้นซ่งโหยว แม่นางสามสี บัณฑิตแซ่สวี่ และชายชราผู้เป็นประมุข
บัณฑิตแซ่สวี่ถือโคมไฟพลางยื่นเข้าไปใกล้ปากบ่อ
ในยามกลางวันบ่อน้ำร้างยังพอมองเห็นก้นบ่อได้ แต่ยามนี้กลับเห็นเพียงแสงไฟวับแวมเลือนลาง ไม่รู้ว่าลึกเพียงใด ผนังบ่อมีรอยบุ๋มเดิมทีใช้สำหรับเหยียบลงไปจนถึงก้นบ่อ ทว่ายามนี้รอยเหล่านั้นกลับดูทอดยาวไร้จุดสิ้นสุด
บัณฑิตแซ่สวี่อดมิได้ที่จะรู้สึกหวาดกลัวอยู่ลึกๆ
ทว่าในขณะที่ใจกำลังสั่นไหวอยู่นั้น เด็กหญิงตัวน้อยที่เดินตามหลังท่านเซียนซ่งและมักไม่ค่อยชอบสนทนากับคนนอก ก็เอียงคอถามเขาว่า “หนูที่แม่นางสามสีให้ท่านเมื่อวาน ท่านกินหรือยัง”
“เอ่อ…เรื่องนี้…”
ใครจะไปนึกว่าจะมีคนถามคำถามเช่นนี้ในเวลาหน้าสิ่วหน้าขวาน
“ทำไมเจ้าไม่กินล่ะ”
เด็กหญิงยังคงเอียงคอ