งบางคนเข้าไป ยามนี้เจ้าแมวมาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าพวกเขาแล้ว เหนือศีรษะที่สูงกว่าตัวคนแคระขึ้นไป มีดวงตาแวววาวสีเขียวสองดวงประดุจโคมไฟแขวนเด่นอยู่กลางอากาศ
ต่อให้เป็นนักรบสวมเกราะ แต่ในใจย่อมรู้สึกสั่นสะท้าน
พลันมีคนหนึ่งเดินออกมาจากกลุ่มที่ยืนอยู่กับคนแคระคนแรก คนผู้นี้แต่งกายหรูหรา ดูท่าทางจะมีอำนาจวาสนาในหมู่คนแคระ แต่ก็ไร้มารยาทไม่แพ้กัน เขาเปิดฉากตวาดใส่ซ่งโหยวว่า
“เจ้านี่! ยังไม่รีบจับแมวของเจ้ากลับไปอีก แล้วก็ตามพวกเราไปเล่นสนุกด้วยกันทั้งคืนเสีย!”
“ไม่ต้องขอขมาแล้วหรือ”
“หากเจ้าไปเล่นสนุกกับพวกเรา แก้เหงาให้พวกเราได้ก็นับว่าเป็นสหายกัน ในเมื่อเป็นสหาย ให้อภัยสักครั้งจะเป็นไรไป”
“ท่านช่างใจกว้างเสียจริง” ซ่งโหยวส่ายหน้ายิ้ม “แต่ถ้าข้าไม่อยากไปเล่า ท่านจะส่งเสียงดังรบกวนอยู่ที่นี่ทั้งคืน ไม่ยอมให้พวกเรานอนอย่างนั้นหรือ”
“หน็อย! พวกเราอุตส่าห์เชิญชวนอย่างเต็มใจ พูดจาหว่านล้อมด้วยดี เจ้าไม่มีเหตุผลอันใดที่จะไม่ไป! อีกทั้งเจ้ายังเสียมารยาทเพียงนี้!” คนแคระผู้นั้นเลิกคิ้วสูง ก่อนจะหันไปมองเจ้าแมวเบื้องหน้า “หากเจ้าไม่ไป เราจะฆ่าแมวที่เจ้าเลี้ยงไว้ตัวนี้เสียก่อน ถ้ายังไม่ยอมไปอีก เราจะทิ่มตาเจ้าให้บอด! แล้วตัดหูเจ้าทิ้งเสีย!”
แมวสามสีเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้านักรบและกลุ่มหญิงเหล่านั้นนานแล้ว เพียงแต่เมื่อนางได้เสียงคนแคระแว่วมาอีก จึงหันกลับไปมองด้วยความอยากรู้อยากเห็น
เมื่อเห็นนักพรตโต้ต