พวกเขาถึงจะรู้ว่าตนเองจะต้านทานได้จริงหรือไม่
ซ่งโหยวได้ฟังดังนั้นจึงกล่าวชมตามมารยาท
“ทุกท่านมีจิตใจมั่นคงไม่หวั่นไหวต่อสิ่งเร้า นับว่าน่าเลื่อมใสยิ่งนัก ตระกูลสวี่สืบทอดมาได้ยาวนานเพียงนี้ ย่อมต้องมีเหตุผลจริงๆ”
จากนั้นเขาก็หันไปกล่าวกับบุตรคนที่สี่ของตระกูลสวี่ว่า
“ส่วนท่านผู้สืบสกุล แม้จะได้สัมผัสกับแรงดึงดูดอันมหาศาลเช่นนั้นมาแล้ว แต่ยังสามารถถอนตัวออกมาได้ เจตจำนงเช่นนี้ก็น่ายกย่องยิ่งกว่า”
สิ้นคำกล่าว บ่าวก็ยกน้ำและอาหารเข้ามาพอดี
มีทั้งน้ำข้าวหมากที่หมักใหม่ปีนี้ ต้มใส่ไข่หวานและน้ำตาลแดงร้อนๆ มีไก่ต้มสุกที่หั่นเป็นชิ้นโต หมูสามชั้นรมควันฝานบาง และจานผลไม้ ส่วนข้าวเป็นข้าวสวยขัดขาวผสมธัญพืช
แม่นางสามสีสนใจเรื่องอาหารการกินในเมืองอวี๋โจวเป็นพิเศษ นางยืดคอขึ้นมองแวบหนึ่ง ก่อนจะผิดหวังที่ไม่มีเนื้อหนู ทว่ากลับตื่นเต้นยินดีที่เห็นน้ำข้าวหมาก
นางจึงหันไปมองค้อนใส่นักพรตหนุ่ม
คราวนี้เขารอดตัวไปได้อีกแล้ว
“แขกผู้มีเกียรติ เชิญรับประทานอาหารเถิด!”
“ขอบพระคุณ”
“ขอบใจนะ!”
แม้คนในจวนสวี่จะรับประทานมื้อค่ำไปแล้ว แต่พวกเขาก็มิได้จัดเตรียมจานชามไว้เพียงสำหรับซ่งโหยวและแม่นางสามสีเท่านั้น ทว่ายังเพิ่มมาอีกหลายที่
ไม่มีธรรมเนียมให้แขกนั่งทานเพียงลำพังแล้วเจ้าบ้านนั่งจ้อง ชายชราและชายวัยกลางคนคนอื่นๆ จึงหยิบตะเกียบขึ้นมานั่งเป็นเพื่อนตามมารยาท พร้อมกับเอ่ยถามซ่งโหยวไปด้วย
“คุณชาย พอจะมีวิธี