อาย ชอบอยู่เพียงลำพัง ป่านนี้คงยังอยู่บนหลังคา ไม่ถนัดเรื่องราวเช่นนี้ ข้าจึงจำต้องมองหาหนทางอื่น”
“แล้วควรทำอย่างไรดี”
ทุกคนในที่นั้นพลันเกิดความโกลาหล ต่างฝ่ายต่างหันไปมองหน้ากัน
แม้แต่บ่าวไพร่ในจวนยังพากันก้มหน้าหลบตา
ฝ่ายเด็กหญิงที่มัวแต่ตั้งอกตั้งใจซดน้ำข้าวหมาก เมื่อได้ยินดังนั้นก็อดไม่ได้ที่จะหันขวับมาจ้องมองนักพรตหนุ่มด้วยความแปลกใจ
โชคดีที่มีอาหารเลิศรสวางอยู่ตรงหน้า นางจึงมิได้เอ่ยขัดคอสิ่งใดออกมา
“ฮ่าๆๆ…”
เสียงหัวเราะดังมาจากบุตรคนที่สี่ของตระกูลสวี่
“หากจะให้ข้าพูดนะ เรื่องนี้มันก็เป็นความยินยอมพร้อมใจของทั้งสองฝ่าย เหตุใดต้องไปกำจัดเขาด้วยเล่า มิสู้เก็บเอาไว้แล้วเรียกให้คนข้างนอกเข้ามาเที่ยวเล่น เก็บเงินค่าเข้าคนละไม่กี่ตำลึง มิเป็นเรื่องน่ายินดีกว่าหรือ”
“เอามันออกไปให้พ้นหน้าข้าเดี๋ยวนี้!”
ชายชราสะบัดแขนเสื้ออย่างแรง บ่าวรับใช้จึงปรี่เข้ามาเชิญตัวคุณชายสี่ออกไปอย่างนอบน้อม
ชายผู้นั้นก็นับว่าแปลกคน เขาลุกขึ้นเดินออกไปพลางหัวเราะร่าไปพลาง
ซ่งโหยวดึงสายตากลับมา ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งจึงเอ่ยว่า “อย่างไรเสีย ก็ควรพาทั้งสามท่านกลับมาให้ได้ก่อน”
“เชิญคุณชายกล่าวมาได้เลย”
“ข้ามีไม้เท้าไผ่ที่ติดตามข้ามานานปีจนเริ่มมีจิตวิญญาณสถิต ผู้ที่ถือไม้เท้านี้สามารถปัดเป่าสิ่งชั่วร้าย หากพบเจอผีร้ายก็สามารถใช้ไม้เท้านี้ฟาดให้ดับสูญได้ในทีเดียว” ซ่งโหยวชะงักไปเล็กน้อย “ขอให้ท่านเลือกผู้ที