เวลาผลัดเปลี่ยนซักล้างก็ยุ่งยากด้วย”
“อืม…”
เจ้าแมวเงยหน้ามองเขาครู่หนึ่ง ไม่ได้เซ้าซี้ต่อ ไม่รู้ว่านางยอมรับคำอธิบายของเขา หรือว่ามีความคิดตามประสาแมวอยู่ในใจกันแน่ นางเริ่มท่องต่อไปว่า “อวี๋โจวนิยมกินงูและหนู…”
“…”
“คนพวกนั้นจะกินหนูด้วยละ!”
“…”
“แล้วก็กินงูด้วย!”
“…”
“ทำไมเจ้าไม่กินหนูล่ะ”
“ข้าไม่ชอบกินน่ะ”
“คนอวี๋โจวชอบกินกันทุกคนเลยนะ!”
“คนเราย่อมมีความชอบต่างกันไป…”
“พ้นอวี๋โจวไปก็คือลั่วโจว ลั่วโจวเลี้ยงลาเยอะมาก จากลั่วโจวไปทางซ้ายอีกหน่อยก็คือลู่โจว ลู่โจวอยู่ติดกับกวงโจวที่ซูอี้ฝานอยู่ พ้นลู่โจวไปก็กลับถึงฉางจิงแล้ว”
แม่นางสามสียังคงท่องจ้อไม่หยุด
“หือ”
ซ่งโหยวรู้สึกแปลกใจขึ้นมา จึงอดถามไม่ได้ว่า “แม่นางสามสีไม่เรียกเขาว่าผู้แซ่ซูแล้วหรือ”
“แม่นางสามสีรู้แล้วว่าเขาไม่ได้ชื่อผู้แซ่ซู!”
“รู้ได้อย่างไรกัน”
“อ่านมาจากในตำราน่ะสิ” เจ้าแมวกล่าวไปพลางก้าวเท้าสั้นๆ ไม่ยอมหยุด พลางหันหน้ามาจ้องเขาตาเขม็ง “ทำไมเจ้าถึงไม่เคยบอกแม่นางสามสีเลย”
“เพราะมันน่าเอ็นดูดีน่ะ…”
“เมี๊ยว”
“อีกอย่าง แม่นางสามสีย่อมต้องรู้เข้าสักวัน ไม่เห็นต้องรีบบอกให้เร็วขนาดนั้นเลย”
“…”
หนึ่งคน หนึ่งแมว หนึ่งม้า เดินหน้าต่อไป
สองข้างทางเขาเต็มไปด้วยไร่ข้าวโพดที่เติบโตเขียวชอุ่มและสูงใหญ่ เมื่อผ่านช่วงโค้งหรือป่าทึบ คนอื่นก็จะได้ยินเพียงเสียงกระดิ่งม้าและเสียงพูดคุยของนักพรต โดยที่มองไม่เห็นตัวคณะเดินทางเลย
นัก