นึ่ง คล้ายถูกผู้คนเหยียบย่ำจนโล้นเตียน ตรงกลางที่ว่างนั้นมีแผ่นหินจารึกตั้งอยู่
พอเห็นหินจารึก แม่นางสามสีก็เลิกสนใจนกนางแอ่นทันที นางหยุดพูดแล้ววิ่งเหยาะๆ นำหน้าไปที่หลังแผ่นศิลา เงยหน้าอ่านอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะวิ่งกลับมาบอกนักพรตว่า
“แคว้นอวี๋โจว! ถึงอวี๋โจวแล้ว!”
“นั่นสินะ…”
ตอนที่ซ่งโหยวพยักหน้าขานรับ ภาพที่ผุดขึ้นมาในมโนนึกกลับเป็นแคว้นสวี่โจวเมื่อหลายปีก่อน และภาพแมวสามสีตัวหนึ่งที่ยังอ่านหนังสือไม่ออกยืนอยู่หน้าหลักเขต
แม่นางสามสีเองก็ก้าวหน้าไปไม่น้อยจริงๆ
“ข้างหน้ามีบ้านคนด้วย” นกนางแอ่นบินขึ้นไปมองแล้วบอก
“ข้างหน้ามีบ้านคนหรือ พอดีเลย เสบียงของนักพรตหมดพอดี ต้องหาซื้อเพิ่มเอาไว้กินระหว่างทาง” ดวงตาของเจ้าแมวเป็นประกาย นางสาวเท้าก้าวสั้นๆ พยายามชะเง้อมองไปข้างหน้า ทว่าไร่ข้าวโพดบนเขานั้นขึ้นหนาทึบเกินไป ตัวนางก็เล็กนิดเดียวจึงมองไม่เห็นอะไรเลย “บนถนนสายนี้ไม่มีร้านค้า แม่นางสามสีจะไปใช้เงินซื้อของกินมาให้นักพรตเองนะ”
“ไม่เป็นไร ข้าไปเองก็ได้”
ให้”แม่นางสามสีไปแทนเจ้าเถอะนะ”
กล่าวจบแม่นางสามสีก็คืนร่างเป็นมนุษย์ทันที
“ขอบใจในน้ำใจของแม่นางสามสีนะ”
ซ่งโหยวเหลือบมองดวงตาที่วาววับของนาง พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยแล้วเดินนำไป
เดินไปได้ประมาณสองลี้ ก็พบหมู่บ้านแห่งหนึ่ง
ในหมู่บ้านมีคนแบกเครื่องมือเกษตรเดินไปมา บ้างก็รวมกลุ่มนั่งพักผ่อนพูดคุยกัน และยังมีบัณฑิตคนหนึ่งนั่งอ่านหนังส