ืออย่างขะมักเขม้นอยู่หน้าบ้าน พอเห็นคณะของซ่งโหยวเดินมา ทุกคนต่างก็หันมามองด้วยความสนใจ
ซ่งโหยวเดินเข้าไปหาบัณฑิตที่นั่งอ่านหนังสืออยู่หน้าบ้าน ประสานมือคำนับแล้วถามว่า “ข้าน้อยแซ่ซ่งนามโหยว เป็นนักพรตพเนจร มิทราบว่าที่นี่คืออำเภอใดเขตใดหรือ”
บัณฑิตผู้นั้นรีบวางหนังสือลงแล้วคำนับตอบทันที
“ผู้น้อยแซ่สวี่ นามชิวเยวี่ย เรียนคุณชาย ที่นี่คืออำเภอฝูเหยา เขตเค่อจวิ้น แคว้นอวี๋โจว ติดกับชายแดนแคว้นปั๋วโจว ท่านมาจากที่ใด และจะไปที่ใดหรือ”
“ข้ามาจากหยางโจวและปั๋วโจว พเนจรไปทั่วหล้า ตั้งใจจะมุ่งหน้าไปฉางจิง” ซ่งโหยวกล่าว “เดินทางมาถึงที่นี่ น้ำในกระบอกก็แห้ง เสบียงก็หมดสิ้น รู้สึกหิวโหยนัก มิทราบว่าพอจะขอน้ำและเสบียงจากท่านได้หรือไม่ หากไม่มีเสบียงแห้ง จะขอแลกเป็นข้าวสารหรือแป้งก็ได้”
“น้ำน่ะได้อยู่…”
บัณฑิตแซ่สวี่เผยสีหน้าลำบากใจ “ทว่าอย่าว่าแต่เสบียงพกพาเลย แม้แต่ข้าวสารหรือแป้ง ในบ้านของผู้แซ่สวี่ก็ไม่มีสิ่งใดเหลืออยู่แล้ว ยามนี้ทำได้เพียงรอให้ข้าวนางแอ่นในนาสุกพอดีถึงจะรอดตายได้”
“ถ้าเช่นนั้นก็ขอขอบพระคุณสำหรับน้ำใจ”
“มิเป็นไร มิเป็นไร…”
บัณฑิตรีบม้วนหนังสือแล้วนำเขาเข้าบ้าน
ในบ้านมีโอ่งใบหนึ่งซึ่งน้ำในนั้นแทบจะเหลืออยู่เพียงก้นโอ่งแล้ว เมื่อบัณฑิตใช้กระบวยตักน้ำเติมให้ซ่งโหยวจนเต็ม น้ำในโอ่งก็แทบจะหมดเกลี้ยงจริงๆ
“ขอคุณชายอย่าได้หัวเราะเยาะเลย”
“น้ำใสรสหวานเย็นชื่นใจ ทั้งยังเป็นน้ำที่ท่