านตรากตรำหามา ข้ามิกล้าหัวเราะเยาะ ได้แต่ขอบพระคุณจากใจจริง”
“ปีนี้เป็นปีแห่งภูตผี ดวงชะตาไม่ดีนัก ที่ไหนๆ ก็ไม่สงบสุข ไม่โจรป่าออกอาละวาดก็มีสิ่งชั่วร้ายปรากฏ โดยเฉพาะที่อำเภอของเรานี่แลที่หนักที่สุด ทุกบ้านต่างใช้ชีวิตกันอย่างขัดสน เพิงน้ำชาตามทางก็เปิดต่อไปไม่ไหว หากคุณชายอยากแลกเสบียงข้าวปลา เกรงว่าต้องเข้าเมืองไปเสียแล้ว”
“ไม่ทราบว่ายังอีกไกลไหมกว่าจะถึงตัวเมือง”
“จากที่นี่ไปก็เป็นระยะทางสักสี่ห้าสิบลี้”
บัณฑิตแซ่สวี่กล่าวพลางชะงักไป เขาอดไม่ได้ที่จะสำรวจคณะเดินทางของซ่งโหยวตั้งแต่หัวจรดเท้า
นักพรตผู้นี้ดูอายุน้อยแต่กิริยาวาจาสุขุม ในมือถือไม้เท้าไผ่เขียวดุจหยก เบื้องหลังมีม้าขนแดงไร้สายบังเหียน ทั้งยังมีนกนางแอ่นและเด็กหญิงติดตามมาด้วย ช่างเป็นภาพที่แปลกตานัก
เด็กหญิงผู้นั้นงดงามราวกับไม่ใช่มนุษย์ ร่างกายสะอาดสะอ้านไม่เหมือนคนที่เดินทางไกลมาเลย ยามนี้นางกำลังแหงนหน้า จ้องมองหนูรมควันที่เขาแขวนไว้บนขื่อบ้านตาไม่กะพริบ
นักพเนจรกลุ่มนี้ดูไม่ธรรมดาเลยจริงๆ
บัณฑิตฉุกคิดขึ้นมาได้จึงเอ่ยถามว่า
“คุณชายพอจะมีวิชาปราบปีศาจบ้างหรือไม่”
นักพรตยังไม่ทันอ้าปาก เด็กหญิงก็ละสายตาจากขื่อบ้านและชิงตอบก่อนว่า “นักพรตของข้าเก่งเรื่องปราบปีศาจที่สุดเลย!”
“จริงหรือ”
บัณฑิตยังคงจ้องมองไปที่นักพรต
“เรียนตามตรง เดิมทีข้าก็พอจะมีวิชาปราบปีศาจอยู่บ้าง ทว่ายามนี้เมื่อมีแม่นางสามสีแล้ว ข้าก็คงเป็นอันดับส