ประตูรั้วปิดลงแล้ว
ซ่งโหยวลงกลอนอย่างแน่นหนา ชูถือกุญแจขึ้น เจ้านกนางแอ่นก็บินโฉบลงมาคาบกุญแจบินกลับเข้าไปในลานบ้าน
จากนั้นมีเสียงลากม้านั่งหินดังมาจากข้างใน
พรึ่บ พรึ่บ พรึ่บ…
นกนางแอ่นบินตามออกมาในเวลาอันรวดเร็ว
ยามนี้เวลาไม่เช้าไม่สาย แสงแดดสาดส่องลงมาในแนวเฉย พาดผ่านหลังคากระเบื้องเบื้องหน้า ทิ้งเงาเฉียงไว้บนผนังสีขาว นวลหมอกหนาจากเมื่อคืนทำให้แผ่นหินเขียวดูชุ่มชื้นและมีสีเข้มขึ้นเล็กน้อย
ตรอกนี้เงียบเชียบ ทว่าเมื่อก้าวพ้นตรอกออกไป ก็เข้าสู่ถนนใหญ่ของนครหยางตูที่แสนจะคึกคักในทันที
ซ่งโหยวจูงม้าเดินลัดเลาะไปตามริมแม่น้ำ
เขาเดินผ่านถนนหินเขียวอ กล่าวคำอำลากับเถ้าแก่โรงน้ำชาที่คุ้นเคย เพื่อนบ้านที่รู้จักมักคุ้น และคนตระกูลหลี่ตระกูลเลี่ยวที่บังเอิญพบเจอระหว่างทาง เดินผ่านสะพานหินแกะสลัก และเหยียบย่างลงบนอิฐเทพจี๋เล่อ
นักพรตหนุ่มหยุดฝีเท้าบนสะพาน ทอดสายตามองเรือนับร้อยที่สัญจรไปมาในลำน้ำ กระแสน้ำสีครามไหลริน กิ่งหลิวพริ้วไหว คุณชายในชุดขาวสะบัดพัดชมทิวทัศน์สองฝั่งแม่น้ำอยู่บนหัวเรือ ด้านหลังมีแม่นางดีดผีผารูปโฉมงดงามบรรเลงท่วงทำนองอ่อนช้อย มิพักต้องกล่าวถึงเรื่องอื่น เพียงภาพเหตุการณ์ตรงหน้านี้ก็นับว่างดงามอย่างที่สุด
ช่างเป็นยุคที่สงบสุขและรุ่งเรืองยิ่งนัก
เหล่านักตกปลาใต้สะพานต่างก็รู้จักซ่งโหยวมานมนาน เมื่อเห็นเขาจูงม้า แบกสัมภาระพะรุงพะรัง แถมยังเสียบคันเบ็ดที่แม่นางตัวน้อยใช้