ลมพัดหอบฝน หรือเสียงดินโคลนถล่มไม้หักโค่นภายนอก ก็คล้ายจะถอยห่างจากตัวเขาออกไปอย่างไม่รู้ตัว ภายในอารามพลันกลับกลายเป็นความเงียบสงัดอย่างประหลาด
แต่ก็มิใช่ความเงียบที่สมบูรณ์เสียทีเดียว
ยังมีเสียงแผ่วเบาที่ฟังแล้วชวนให้รู้สึกผ่อนคลาย
มันคือเสียงไม้ฟืนกำลังลุกไหม้
ในเวลาเดียวกันนั้นเอง ราวกับเขามิได้ทันสังเกตเห็นเลยว่า ภายในอารามมีความสว่างไสวจากเปลวไฟโชติช่วงขึ้นมา
แสงไฟนี้ช่างมหัศจรรย์นัก มิทราบว่าก่อขึ้นเมื่อใด ก่อนจะทันสังเกตเห็น เขามิได้สัมผัสถึงมันเลยสักนิด รู้สึกเพียงว่าอารามยังคงมืดมิด ทว่าครั้นเมื่อรู้ตัวอีกที แสงไฟก็อาบไล้ไปทั่วทั้งวิหารแล้ว ทุกสิ่งที่ต้องแสงไฟนั้นกลับดูอบอุ่นสบายตาอย่างยิ่ง
ประหนึ่งว่าเขาถูกย้ายมายังอีกสถานที่หนึ่งในชั่วพริบตาโดยไม่รู้ตัว
ทว่าอารามก็ยังคงเป็นอารามหลังเดิม รูปสลักเทพเจ้าที่ปรักหักพังและชุดคลุมลมที่เปรอะเปื้อนยังคงวางอยู่ที่เดิม แมงมุมในซอกมุมยังคงถักใยอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย และมิทราบว่าจะทนทานแรงลมพายุได้อีกกี่มากน้อย
“…”
ฮั่วเอ้อร์หนิวเบิกตากว้าง ค่อยๆ หันกายกลับไป
เห็นเพียงกองฟืนที่จุดไฟลุกโชนอยู่เบื้องหลัง ปมไม้แตกตัวส่งเสียงดังเปรี๊ยะเป็นระยะ มีนักพรตหนุ่มผู้หนึ่งนั่งขัดสมาธิอยู่ข้างกองไฟ เขากำลังเงยหน้ามองมาที่เขาด้วยสายตาเรียบเฉย
ฮั่วเอ้อร์หนิวกำไม้เท้าในมือแน่นขึ้นกว่าเดิม
หากผู้มาเยือนเป็นปีศาจและมีฤทธิ์เดชถึงเพียงนี้ ที่พึ่งเด