ญิงหยุดยืนที่โต๊ะหินกลางลาน โน้มตัวก้มลงควานมือเข้าไปในย่าม แล้วหยิบเงินก้อนเล็กรูปทรงรังผึ้งออกมาสามก้อน วางลงบนโต๊ะ “นี่คือเงินที่แม่นางสามสีหามาได้เมื่อคืน”
“มากถึงเพียงนี้เชียว!”
“แม่นางสามสีทำตามอย่างท่าน คือรับมาเพียงครึ่งเดียว เพราะแม่นางสามสีไม่ได้ช่วยอะไรมากนัก” เด็กหญิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม “แต่นี่ก็เพียงพอให้พวกเราใช้ไปได้อีกนานเชียวล่ะ ไม่ต้องซื้อของแพงๆ พวกนั้นแล้ว”
พรึ่บ พรึ่บ พรึ่บ…
นกนางแอ่นตัวหนึ่งบินกลับมาเกาะบนหลังคา
“ปกติข้าก็มิได้ซื้อของแพงบ่อยนักหรอก อีกอย่าง ต่อให้ใช้เงินออกไป ก็ถือเป็นการคืนเงินกลับสู่ชาวบ้าน ยามใดที่เราจำเป็นต้องใช้ ก็หาจากชาวบ้านกลับมาเหมือนอย่างที่แม่นางสามสีทำเมื่อคืน เช่นนี้ย่อมไม่เรียกว่าสุรุ่ยสุร่าย ตรงกันข้าม ยามพเนจรไปทั่วหล้ายังช่วยลดน้ำหนักสิ่งของที่ต้องแบกหามไปได้โข” ซ่งโหยวตอบไปตามเรื่อง “แต่เงินพวกนี้ อย่างไรเสียก็คงพอให้พวกเราเดินทางกลับถึงฉางจิงได้ทีเดียว”
“พูดเพ้อเจ้อ…”
“เช่นนั้นไม่พูดเรื่องนี้แล้ว รบกวนแม่นางสามสีเล่าเรื่องเมื่อคืนให้ฟังหน่อยเถิด” ซ่งโหยวนั่งลงบนม้านั่งหิน “อยากรู้นักว่าคนพวกนั้นเก่งกาจอย่างไร”
“มีคนแก่คนหนึ่ง ฉลาดมาก เจ้าคางคกนั่นเดิมทีหลบซ่อนอยู่ ผู้อื่นหาไม่พบและมองไม่เห็นตัวมัน เขาเลยหลอกพวกนั้นว่าจะเผาบ้าน เจ้าคางคกนั่นถึงกลัวจนยอมโผล่ออกมา” แม่นางสามสียังคงสะพายย่าม ยืนอยู่ใกล้ซ่งโหยวพลางขยี้ตาเล่