อนให้พวกเขารู้จักวิธีรับมือกับสิ่งอัปมงคลเสียบ้าง”
“อ้อ…”
เด็กหญิงตัวน้อยพยักหน้าหงึกหงักคล้ายจะเข้าใจ ทว่าไม่นานนักก็ขมวดคิ้วมุ่น “ทำเช่นนี้จะหาเงินก้อนใหญ่ได้หรือ”
“ปล่อยให้เป็นเรื่องของวาสนาเถิด” ซ่งโหยวเว้นจังหวะไปครู่หนึ่งก่อนจะกล่าวต่อ “ดูเหมือนพวกเขาจะเปิดร้านขายตำรา บันทึกการเดินทางของแม่นางสามสีก็เขียนเสร็จสิ้นแล้วมิใช่หรือ หากอยากให้เป็นที่แพร่หลายไปทั่วหล้า บางทีอาจต้องขอให้พวกเขาช่วยจัดการให้”
“อ้อ…จริงด้วย!”
“เช่นนั้นก็ต้องรบกวนแม่นางสามสีแล้ว”
“ไม่ต้องเกรงใจ!”
“ไปเถิด”
ซ่งโหยวลูบศีรษะนางเบาๆ
เด็กหญิงตัวน้อยยืนนิ่งไม่หลบเลี่ยง สีหน้ายังคงเคร่งขรึมและอดทนรอจนเขาลูบเสร็จ จึงได้สะพายย่ามคู่กายแล้วหมุนตัวเดินออกไป
คนตระกูลเลี่ยวต่างนอบน้อมถ่อมตนยิ่งนัก พากันนำทางนางกลับไปยังคฤหาสน์
ส่วนเจ้านกนางแอ่นยังคงบินติดตามอยู่เบื้องหลัง
ซ่งโหยวไม่ได้รีบร้อน เขาลงมือขูดเกล็ดปลาเตรียมหุงหาอาหาร
เย็นนี้คงต้องทำเมนูปลารสชาติพื้นบ้านทานเสียหน่อย
จวนตระกูลเลี่ยวนั้นกว้างขวางไม่น้อย สืบทอดกันมาจนถึงรุ่นที่สามแล้ว ทว่าวันนี้คนตระกูลเลี่ยวกลับไม่กล้าอาศัยอยู่ภายในบ้าน หากแต่พากันมารวมตัวปรึกษาหารือกันอยู่ที่ใต้ต้นไทรตรงปากตรอก
เด็กหญิงยืนอยู่เพียงลำพังข้างกายพวกเขา นางสะพายย่ามพลางหันหน้าไปทางจวนตระกูลเลี่ยว จมูกน้อยๆ คอยฟุดฟิดสูดดมกลิ่นอยู่ตลอดเวลา
ทิศนั้นมีทั้งกลิ่นธูปเทียนและกลิ่นอายอัปมง