คงดำเนินอยู่ ไม่นับว่าสำเร็จ แต่ก็ยังไม่ล้มเหลว
“ท้ายที่สุด คนเราย่อมต้องหมั่นสร้างกุศล…”
นักพรตทอดถอนใจในอก เขาก้มลงเหยียบอิฐหินก้อนนั้นขึ้นมา ก่อนจะเงยหน้าขึ้น ยืนอยู่บนสะพานแล้วมองลงไปเบื้องล่าง
ไม่ทันไรก็ล่วงเข้าสู่ช่วงปลายฤดูใบไม้ผลิเสียแล้ว ต้นเหมยและต้นหลิวริมสองฝั่งน้ำเริ่มผลัดใบเขียวขจีขึ้นถนัดตา ผู้คนเริ่มสวมใส่เสื้อผ้าเนื้อบางลง กลิ่นอายแห่งชีวิตอบอวลเข้มข้น ในลำน้ำยังคงมีเรือสัญจรไปมาไม่ขาดสาย ทว่าริมตลิ่งกลับมีนักตกปลาไม่กี่คนกำลังส่งเสียงทะเลาะวิวาทเพื่อแย่งชิงทำเลกันเสียแล้ว
“…”
ซ่งโหยวส่ายหน้าพลางออกเดินกลับไป
เมื่อเดินเข้าสู่ตรอกเล็กๆ หมายจะกลับเข้าบ้าน กลับเห็นคนกลุ่มหนึ่งยืนล้อมอยู่หน้าประตูบ้าน บ้างก็ชะเง้อคอมองซ้ายมองขวา บ้างก็เดินวนเวียนไปมาไม่หยุดหย่อน ดูท่าทางกระวนกระวายใจยิ่งนัก
พอเห็นซ่งโหยวเดินมา ใครคนหนึ่งก็ตะโกนขึ้นทันที
“กลับมาแล้ว!”
“รีบไปถามเร็วเข้า!”
คนกลุ่มนั้นกรูเข้าไปหาซ่งโหยวทันควัน
บนใบหน้าของพวกเขาทุกคนล้วนแปะแผ่นสมุนไพรขนาดเล็กไว้ชิ้นหนึ่ง แปะตรงช่วงหางตาไปจนถึงขมับทั้งสองข้าง ส่งกลิ่นสมุนไพรฉุนกะทัดรัดปนกับกลิ่นประหลาดบางอย่าง ทุกคนดูซูบผอมเหลืองซีด ขอบตาลึกโหล ราวกับผู้ที่หมกมุ่นในกามราคะจนเกินพอดี
แม้ซ่งโหยวจะนึกสงสัยอยู่ในใจ แต่ฝีเท้าก็หาได้หยุดชะงักไม่ เขายิ้มพลางหิ้วปลาน้อยใหญ่สองตัวเดินเข้าไปหา แล้วเอ่ยถามด้วยความใคร่รู้
“ข้าจะเป็นคนเล