่า เป็นฝ่ายปัญญาชนต่างหากที่เลียนแบบวิถีของนักพรต
แม่นางสามสียืนนิ่งอยู่กับที่ ไม่เอ่ยคำใด เพียงแต่จ้องมองเขาเดินเข้ามาใกล้
ในขณะเดียวกัน นักพรตชราก็มองเห็นนาง แววตาฉายแววประหลาดใจก็จ้องมองนางกลับมาเช่นกัน
“หยุด…”
นักพรตชราหยุดลาลงตรงหน้านาง นักพรตหนุ่มอีกสองคนที่ตามหลังมาจึงหยุดชะงักตาม
“แม่นางสามสี เหตุใดจึงมาอยู่ที่นี่”
“ฟืนที่บ้านหมดแล้ว แม่นางสามสีจึงออกมาตัดฟืนน่ะ”
“เหตุใดจึงมาตัดฟืนไกลถึงเพียงนี้”
“ที่ใกล้ๆ มีเจ้าของหมดแล้ว”
“ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้…”
นักพรตชราแหงนหน้ามองภูเขาตรงหน้า
รอบนอกเมืองหยางตูหาได้มีภูเขาสูงใหญ่ไม่ ภูเขาลูกนี้ก็นับว่าสูงพอตัว บนเขามีหน้าผาชัน แม้ไม่ได้สูงเทียมฟ้าทว่าก็ไม่ได้เตี้ยเรี่ยดิน หากตกลงมาแม้ไม่ถึงตายก็คงขาหัก
อย่าเห็นเพียงว่านอกเมืองเต็มไปด้วยเนินเขาและพงหญ้าริมทาง อันที่จริงพื้นที่ส่วนใหญ่บนเขาลูกนี้ล้วนถูกถางเป็นที่ดินทำกินหมดแล้ว อย่าว่าแต่ป่าละเมาะข้างคันนาเลย แม้แต่พุ่มไม้ริมทางหรือป่ารกร้างก็ล้วนมีเจ้าของ พื้นที่ตรงไหนเป็นของใคร ชาวบ้านในพื้นที่ล้วนแบ่งกันไว้หมดแล้ว แม้จะเป็นเพียงกอต้นหวงจิง[1]เพียงแถวเดียวก็แบ่งสรรกันอย่างชัดเจน ชาวบ้านที่ขึ้นมาตัดฟืนจะไม่มีทางล้ำเข้าไปตัดในที่ของผู้อื่น เพราะจะนำมาซึ่งการทะเลาะวิวาท
แน่นอนว่าย่อมไม่มีใครกล้าขัดใจนาง แต่นางก็หาได้ทำเช่นนั้นไม่ กลับจงใจหลีกเลี่ยงแล้วไปตัดฟืนบนหน้าผาชันที่คนธรรมดาเข้าไม่ถึง