ินแม้สักเหวิน
ทว่าด้วยคำเกลี้ยกล่อมของซ่งโหยว ในที่สุดนางก็ยอมปล่อยให้เขาเข้ามาเดินวนรอบห้อง พึมพำคาถา ถือว่าได้มีส่วนร่วมกับเทศกาลนี้ขึ้นมาบ้าง ก่อนที่เขาจะจากไป ซ่งโหยวก็ขอให้แม่นางสามสีมอบเงินให้เขาไปหนึ่งเหวิน
แม้แต่หมอผีพเนจรผู้นี้ยังอึ้งไปครู่หนึ่งเมื่อได้รับเงินหนึ่งเหวิน
หลังจากนั้น แม่นางสามสีก็เฝ้าขอบประตูไม่ห่าง นางคอยลอบมองความเคลื่อนไหวภายนอกผ่านรอยแยกของบานประตู เมื่อมีคนมาเคาะประตู นางก็รีบหดคอกลับมาทันที แล้วหันไปถลึงตาใส่นักพรต ส่งสัญญาณไม่ให้เขาปริปาก ให้ทำเสมือนว่าเรือนหลังนี้ไม่มีผู้อาศัย
ซ่งโหยวก็ไม่คิดขัดใจนางแต่อย่างใด
ตะวันค่อยๆ ลับขอบฟ้าไป
เมื่อเข้าสู่ยามราตรี หลังจากทานมื้อค่ำเสร็จสิ้น นักพรตหนุ่มก็ไม่ได้รับเข้านอนแต่อย่างใด เขาขอให้เด็กหญิงตัวน้อยช่วยจุดตะเกียงน้ำมันในห้อง แล้วไปตักน้ำมาฝนหมึกจนสีอ่อนลง ก่อนจะคลี่กระดาษลงบนโต๊ะ แล้วเริ่มจรดพู่กันวาดภาพดอกเหมย
ฝีแปรงเนิบช้าและผ่อนคลาย วาดเพียงไม่กี่เส้น รอยหมึกก็ซึมซาบลงบนเนื้อกระดาษไปเอง ปรากฏภาพกิ่งก้านของต้นเหมย
เจ้าแมวน้อยกระโดดขึ้นมาบนโต๊ะ ก้มหน้ามองดูอย่างใจจดใจจ่อ
หมึกหอมโชยกลิ่นสมุนไพรที่คุ้นเคยออกมา ไม่ฉุนเฉียวและไม่เบาบางจนเกินไป ให้ความรู้สึกลุ่มลึกและสงบ
นักพรตหนุ่มยังคงจรดพู่กันอย่างพิถีพิถัน
เมื่อวาดกิ่งก้านหลักเป็นรูปเป็นร่างแล้ว เขาก็ใช้พู่กันปลายเรียวเล็กวาดแขนงกิ่งน้อยๆ เพิ่มเติม ไม่จำเป็