นต้องมีฉากหลังซับซ้อน ไม่อาศัยหมึกวาดภาพฝูงชนบนท้องถนน เพียงวาดมุมกำแพงขาวกับกระเบื้องสีครามขับเน้นสีดอกเหมย ส่วนพื้นที่ที่เหลือปล่อยว่างไว้ให้เป็นสีขาวสะอาดตา เสมือนถนนท่ามกลางม่านหมอกหนาทึบในวันนี้ ที่มีเพียงดอกเหมยปรากฏชัดแก่สายตา
“ต้นไม้เจ้าโล่งเกินไปแล้ว!”
เจ้าแมวชี้ไปที่รูปวาด แล้วหันไปมองชาดแดงที่วางอยู่ข้างๆ คล้ายจะจำเรื่องราวเมื่อหลายปีก่อนที่เมืองอี้ตูได้ “เจ้าจะใช้สิ่งนี้แต้มเป็นดอกไม้หรือ”
“ใช่แล้ว”
“สีแดงอีกแล้วรึ!”
“ช่วยไม่ได้นี่นา”
“เหตุใดเจ้าถึงไม่วาดคนเต้นระบำไล่ผีเล่า”
“ข้าก็อยากวาดอยู่หรอก เสียดายที่ฝีมือการวาดของข้ายังไม่ชำนาญถึงขั้นนั้น จึงวาดออกมาไม่ได้” ซ่งโหยวส่ายหน้า “หากท่านโต้วอยู่ที่นี่ก็คงดี คนรุ่นหลังจะได้มีภาพวาดล้ำค่าไปประดับบารมีอีกสักภาพ”
“เช่นนั้นเจ้าก็รีบแต้มดอกเหมยสักทีสิ!”
“แม่นางสามสีช่วยข้าได้นะ”
“ให้แม่นางสามสีทำรึ”
“อืม”
ซ่งโหยวผสมชาดกับน้ำจนได้สีที่ต้องการ แล้วยื่นให้เจ้าแมว
เห็นเพียงเจ้าแมวยื่นอุ้งเท้าปุยออกมา นางหันไปมองหน้าท่านนักพรตทีหนึ่งพลางค่อยๆ ยื่นเท้าลงไป เมื่ออุ้งเท้าแตะโดนน้ำชาดก็ยกขึ้นมาอย่างรวดเร็ว สายตายังคงจับจ้องไปที่ท่านนักพรต ก่อนจะค่อยๆ เลื่อนเท้าไปวางเหนือภาพวาด
“ตามใจชอบเถิด”
นักพรตหนุ่มยิ้มกว้าง ส่งแรงใจให้ทางสายตา
แมวสามสีกลัวว่าจะแต้มออกมาไม่ดีจนทำให้ภาพที่เขาทุ่มเทวาดมาต้องเสียของ ทว่าเมื่อสบเข้ากับดวงตาของเขา นาง