นซิงเท่านั้น ทั้งยังไม่ต้องรบกวนให้สหายบำเพ็ญ…ไม่ต้องรบกวนให้ท่านทำสิ่งใดเป็นพิเศษ ถึงวันนั้นหากท่านคิดจะทำสิ่งใด ก็จงทำตัวตามปกติเถิด” เหวินผิงจื่อกล่าว “หากเขามาหาท่านย่อมเป็นเรื่องดี หากเขาไม่มา ก็ถือเสียว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น ไม่ต้องสูญเสียสิ่งใด”
“ก็จริง…”
ซ่งโหยวก็มองเห็นจุดนี้เช่นกัน จึงได้กล่าวชม
แผนการนี้ใช่ว่าจะสำเร็จแน่นอน เพียงแต่ไม่ว่าจะสำเร็จหรือไม่ ก็ไม่ได้สิ้นเปลืองเวลาหรือแรงกาย หาได้มีต้นทุนใดๆ อาจจะไม่ได้กำไร แต่ก็ขาดทุนยาก
นับเป็นแผนที่ประเสริฐยิ่งนัก
“ดื่มแกงเถิด”
ซ่งโหยวเห็นเหวินผิงจื่อสนทนาอยู่นาน น้ำแกงในชามยังเหลืออยู่อีกครึ่งหนึ่ง เขาเกรงว่าน้ำแกงจะเย็นจนมีรสคาวเสียก่อน จึงรีบเอ่ยชวนให้อีกฝ่ายดื่ม
เหวินผิงจื่อเองก็ก้มลง ใช้ช้อนตักเนื้อปลาชิ้นเล็กและเต้าหู้หนึ่งก้อนเข้าปาก หนังปลาถูกทอดจนเหลืองกรอบเป็นรอยย่นดูคล้ายหนังเสือและถูกเคี่ยวจนนุ่มเปื่อย เต้าหู้เองก็ซึมซับรสชาติจนเข้าเนื้อ เมื่อทานพร้อมกับน้ำแกงรสเลิศในช้อน รสสัมผัสจึงผสมผสานกันอย่างสมบูรณ์แบบ
ตามมาด้วยเสียงซดน้ำแกงดังขึ้นเป็นระยะ
เมื่อซ่งโหยวกินหมดชามหนึ่ง เด็กน้อยข้างกายก็รีบคว้าจวักตักน้ำแกงเติมให้เขาทันที ราวกับกลัวว่าเขาจะกินไม่อิ่ม
กิริยาดูใส่ใจยิ่งนัก
ติดแค่ว่า ความจริงซ่งโหยวอยากจะจิบเพียงน้ำแกง กินคู่กับเต้าหู้หรือหัวไชเท้าบ้าง ทว่ายามเด็กน้อยเป็นผู้ถือจวัก สิ่งที่ตักลงมาในชามกลับมีแต่เศษเนื