แอบฟังกลับได้รับประโยชน์มหาศาล”
“น่าสนใจจริงๆ” ซ่งโหยวพยักหน้าถามต่อ “แล้วสุดท้ายสหายบำเพ็ญปราบเขาได้อย่างไรเล่า”
“…”
เหวินผิงจื่ออาศัยช่วงจังหวะว่างคีบซี่โครงหมูมา เพียงได้ลิ้มรสเนื้อซี่โครงที่ชุ่มโชกด้วยน้ำแกงข้น รสสัมผัสที่นุ่มนวลและกลิ่นหอมกรุ่นของเครื่องเทศช่างเป็นรสชาติเลิศล้ำที่เขาไม่เคยลิ้มลองมาก่อน
เขายิ่งเคี้ยวก็ยิ่งสัมผัสได้ถึงรสชาติอันโอชะ
ทว่ายังไม่ทันได้เอ่ยปากชม ซ่งโหยวก็ตั้งคำถามขึ้นมาเสียก่อน เขาจึงต้องรีบวางตะเกียบแล้วเร่งเคี้ยวกลืนลงคอไป ก่อนจะถอนหายใจออกมาครั้งหนึ่ง
“ไม่ปิดบังท่าน ยามนั้นข้าได้อัญเชิญเทพดาราให้มาจำแลงกาย แม้จะมีอานุภาพเหนือกว่าเทพเสี่ยงเล่อ แต่เกรงว่าเทพดาราก็บอบช้ำไม่น้อยเลย” เหวินผิงจื่อหรี่ตาลงคล้ายตกอยู่ในห้วงความทรงจำของเหตุการณ์คืนนั้น ทว่าน้ำเสียงของเขากลับฟังดูสบายอารมณ์นัก “ทว่าในวาระสุดท้าย กลับมีนักพรตท่านหนึ่งขึ้นมาบนเขา นั่นก็คือนักพรตจากอารามชิงอวิ๋นท่านนั้นเอง”
“สหายบำเพ็ญค่อยๆ เล่าเถิด ทานข้าวก่อน ไม่ต้องรีบร้อน” ซ่งโหยวเริ่มสนใจใคร่รู้
“ครั้นเทพเสี่ยงเล่อเห็นนักพรตท่านนั้นก็ชะงักงันไป สนทนากันเพียงไม่กี่ประโยคก็เลิกขัดขืนทันที บอกว่าสุดแท้แต่ข้าจะจัดการ” เหวินผิงจื่อเอ่ย “ข้าเห็นว่าความผิดของเขาไม่รุนแรงถึงขั้นต้องประหาร ทั้งดูท่าทางแล้วยังกลับตัวกลับใจได้ จึงตั้งใจจะไว้ชีวิตเขา ทว่าน่าเสียดายที่แม้ข้ายอมละเว้น แต่เทพเบื้องบนที่